Carbon Credit จากโซล่าเซลล์คืออะไร สร้างรายได้ให้ธุรกิจอย่างไร?
สารบัญ
วิกฤตทางด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) กลายเป็นวาระเร่งด่วนระดับโลกในปัจจุบัน ภาคธุรกิจและโรงงานอุตสาหกรรมต่างกำลังเผชิญกับความท้าทายครั้งใหญ่ ทั้งจากต้นทุนด้านพลังงานที่พุ่งสูงขึ้น และมาตรการกีดกันทางการค้าด้านสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวดขึ้น[1] เช่น การประเมิน Carbon Footprint, มาตรฐาน TBT, มาตรการ NTMs, Net Zero รวมถึง CBAM จากยุโรป[2] ดังนั้น การปรับตัวสู่การเป็นอุตสาหกรรมคาร์บอนต่ำ (Low Carbon Industry) จึงไม่ใช่เพียงการทำ CSR แต่เป็นกุญแจสำคัญในการรักษาขีดความสามารถในการแข่งขัน
หนึ่งในกลยุทธ์ที่คุ้มค่าต่อผู้ประกอบการ คือ การเปลี่ยนมาใช้พลังงานสะอาด ซึ่งนอกจากจะช่วยลดค่าไฟแล้ว ยังเปิดทางสู่โอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ ผ่านสิ่งที่เรียกว่า “Carbon Credit” จากโซลาร์เซลล์ ในบทความนี้ SolarEdge จะพาไปเจาะลึกว่า คาร์บอนเครดิตกับโซล่าเซลล์เกี่ยวข้องกันอย่างไร โครงการ “T-VER” คืออะไร และอุตสาหกรรมจะสามารถแปลงพลังงานแสงอาทิตย์ให้กลายเป็นกระแสเงินผ่านตลาดคาร์บอนได้อย่างไร
คาร์บอนเครดิต (Carbon Credit) คืออะไร?
คาร์บอนเครดิต (Carbon Credit) คือ ปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่องค์กรสามารถลด หลีกเลี่ยง หรือดูดซับได้ต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐานที่กำหนดไว้ โดยกิจกรรมที่สามารถสร้างคาร์บอนเครดิตได้นั้นมีหลากหลาย เช่น การติดตั้งโซล่ารูฟท็อปเพื่อส่งเสริมพลังงานสะอาด การปรับปรุงเครื่องจักรเพื่อลดการใช้พลังงาน การนำเทคโนโลยีลดการปล่อยคาร์บอนมาใช้งานในธุรกิจ รวมถึงโครงการการปลูกป่าหรือฟื้นฟูป่าชายเลน เป็นต้น
โดย 1 คาร์บอนเครดิต จะมีค่าเท่ากับการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (CO2eq) จำนวน 1 ตัน กรณีของประเทศไทย ธุรกิจจะได้รับคาร์บอนเครดิตผ่านใบรับรองปริมาณความสำเร็จในโครงการลด/กักเก็บก๊าซเรือนกระจกจากการดำเนินโครงการ T-VER ที่ผ่านกระบวนการตรวจสอบจากผู้ประเมินภายนอก และได้รับการรับรองจากคณะกรรมการองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (TGO)[3]
ในเชิงธุรกิจ ปริมาณก๊าซที่ลดลงนี้ไม่ได้หายไปเฉยๆ แต่สามารถนำไปประเมิน ตีมูลค่า และนำมาจำหน่ายในรูปแบบของคาร์บอนเครดิตให้กับองค์กรอื่นๆ เพื่อสร้างรายได้แก่ธุรกิจ ด้วยเหตุข้างตน จึงได้กำเนิด “ตลาดคาร์บอนเครดิต” ขึ้นมานั่นเอง
ตลาดคาร์บอนเครดิต (Carbon Market)
ตลาดคาร์บอนเครดิตเป็นสื่อกลางในการซื้อขายและแลกเปลี่ยนคาร์บอนเครดิต โดยใช้กลไกตลาดเป็นแรงจูงใจให้ภาคธุรกิจลดการปล่อยมลพิษ โดยแบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลัก[4] ได้แก่
1. ตลาดคาร์บอนเครดิตภาคบังคับ
ตลาดคาร์บอนเครดิตภาคบังคับ หรือ “Mandatory Carbon Market” ถูกจัดตั้งขึ้นจากผลบังคับในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตามกฎหมาย ซึ่งมักใช้ในระดับประเทศหรือระหว่างประเทศ โดยมีรัฐบาลเป็นผู้กำหนดเพดานการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Cap-and-Trade) ซึ่งธุรกิจที่เข้าร่วมตลาดและปฏิบัติตามเป้าหมายที่วางไว้จะได้รับสิทธิประโยชน์ต่างๆ ที่ภาครัฐเสนอ อย่างไรก็ตาม หากธุรกิจใดปล่อยคาร์บอนเกินเกณฑ์ที่กำหนด ก็จะถูกลงโทษ หรือต้องซื้อเครดิตจากองค์กรอื่นมาทดแทน ทั้งนี้ ผลประโยชน์และบทลงโทษนั้นขึ้นอยู่กับบัญญัติกฎหมายของประเทศนั้นๆ
2. ตลาดคาร์บอนเครดิตภาคสมัครใจ
“Voluntary Carbon Market” เป็นตลาดสำหรับภาคเอกชนหรือธุรกิจที่ต้องการลดก๊าซเรือนกระจกด้วยความ “สมัครใจ” โดยไม่ได้มีผลผูกพันตามกฎหมายใดๆ ซึ่งประเทศไทยในปัจจุบันใช้ระบบตลาดภาคสมัครใจอย่างโครงการ T-VER เป็นหลัก ถือเป็นโอกาสอันดีที่ภาคอุตสาหกรรมจะรีบปรับตัวและริเริ่มทำคาร์บอนเครดิตไว้ล่วงหน้า เพื่อกุมความได้เปรียบในอนาคต
คาร์บอนเครดิตกับโซล่าเซลล์: เปลี่ยนหลังคาให้เป็นสินทรัพย์
อย่างที่ทราบกันดีว่า ภาคอุตสาหกรรมเป็นภาคส่วนที่มีการใช้ไฟฟ้าสูง ซึ่งไฟฟ้าส่วนใหญ่ในสายส่งหลัก (Grid) ยังคงผลิตไฟฟ้าจากก๊าซธรรมชาติเป็นหลัก[5] ดังนั้น เมื่อตัดสินใจติดตั้งโซล่าร์โรงงานเพื่อผลิตไฟฟ้าใช้เอง ย่อมหมายถึงการลดการดึงกระแสไฟฟ้าจากสายส่งหลัก และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางอ้อมลงได้อย่างมหาศาล
ด้วยกลไกนี้ โซล่าเซลล์โรงงานจึงถูกจัดอยู่ในโครงการลดก๊าซเรือนกระจกประเภท “การใช้พลังงานหมุนเวียน (Renewable Energy)” ซึ่งสามารถนำปริมาณพลังงานสะอาดที่ผลิตได้ ไปคำนวณเป็นปริมาณการลดก๊าซเรือนกระจก และแปลงสภาพเป็น Carbon Credit จากโซลาร์เซลล์ได้อย่างเป็นรูปธรรม
โครงการ T-VER และคาร์บอนเครดิตของประเทศไทย
เพื่อให้คาร์บอนเครดิตที่ผลิตได้ในประเทศไทยมีมาตรฐานและเป็นที่ยอมรับ องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือ อบก. (TGO) จึงได้พัฒนาโครงการ T-VER (Thailand Voluntary Emission Reduction Program) ขึ้นมา
โดย T-VER เป็นโครงการลดก๊าซเรือนกระจก “ภาคสมัครใจ” ตามมาตรฐานของประเทศไทย โดย อบก. จะเป็นหน่วยงานที่ทำหน้าที่รับขึ้นทะเบียนโครงการและให้การรับรองคาร์บอนเครดิต (T-VER Credit) ให้กับผู้พัฒนาโครงการ ซึ่งอุตสาหกรรมที่ ติดตั้งโซล่าร์ สามารถนำโครงการเข้ายื่นขอประเมินเพื่อรับรองเครดิตในหมวดหมู่พลังงานหมุนเวียนได้[6]
ขั้นตอนการพิจารณาขึ้นทะเบียนเข้าร่วมโครงการ T-VER
สำหรับโรงงานที่สนใจเข้าร่วมโครงการ T-VER จะต้องผ่านขั้นตอนการประเมินและการตรวจสอบอย่างรัดกุม โดยมี 5 ขั้นตอนหลัก[7] ดังนี้
1. ยื่นคำขอขึ้นทะเบียนโครงการ T-VER: ผู้พัฒนาโครงการ (ธุรกิจ/โรงงาน) จัดทำเอกสารข้อเสนอโครงการ และรายงานผลการทวนสอบจากผู้ประเมินภายนอก แล้วยื่นต่อ อบก.
2. รับคำขอและตรวจสอบ: เจ้าหน้าที่ อบก. ดำเนินการตรวจสอบความครบถ้วนและความถูกต้องของคำขอ เอกสาร และหลักฐานต่างๆ โดยมี “ผู้ประเมินภายนอก” ตรวจสอบและรายงานข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับโครงการ
3. ส่งเอกสารประกอบการรับรองและชำระค่าธรรมเนียม: ผู้พัฒนาโครงการส่งเอกสารประกอบการรับรองคาร์บอนเครดิตแก่ อบก. พร้อมชำระค่าธรรมเนียม
4. พิจารณากลั่นกรองและอนุมัติขึ้นทะเบียน: คณะอนุกรรมการพิจารณาโครงการและกิจกรรมลดก๊าซเรือนกระจก จะทำการพิจารณากลั่นกรองและทบทวนความถูกต้องของโครงการ ก่อนดำเนินการอนุมัติการขึ้นทะเบียนโครงการ T-VER
5. อบก. รับรองคาร์บอนเครดิต: เจ้าหน้าที่ อบก. แจ้งผลการพิจารณาขึ้นทะเบียนให้ผู้พัฒนาโครงการทราบ หากผ่านการอนุมัติ เจ้าหน้าที่ อบก. จะดำเนินการออกหนังสือรับรอง (Certificate) การขึ้นทะเบียนโครงการ T-VER ให้กับองค์กร
ขั้นตอนและรูปแบบการซื้อขายคาร์บอนเครดิตที่ธุรกิจควรรู้
เมื่อธุรกิจสามารถผลิตไฟฟ้าจากโซล่ารูฟท็อป และได้รับการรับรองคาร์บอนเครดิตจากโครงการ T-VER แล้ว ขั้นตอนต่อไปคือการสร้างรายได้จากการขายคาร์บอนเครดิตโซล่าเซลล์ โดยในประเทศไทยมีโครงสร้างการซื้อขายที่เป็นระบบ[8] ดังนี้
1. ระบบทะเบียนคาร์บอนเครดิต (Thailand Carbon Credit Registry)
ก่อนที่จะทำการซื้อขายได้ ทั้งผู้ซื้อและผู้ขายจะต้องไปเปิดบัญชีใน ระบบทะเบียนคาร์บอนเครดิต ที่ดูแลโดย อบก. เสียก่อน ระบบนี้ทำหน้าที่เป็นเหมือนสมุดบัญชีธนาคาร (Registry) สำหรับเก็บบันทึกข้อมูลการถือครอง การถ่ายโอน การยกเลิก และการใช้คาร์บอนเครดิต T-VER อย่างโปร่งใสและตรวจสอบได้
2. รูปแบบการซื้อขาย: Over-the-Counter (OTC)
การซื้อขายแบบ OTC หรือ ระบบทวิภาค คือการที่ผู้ซื้อและผู้ขายตกลงเจรจาราคาและปริมาณคาร์บอนเครดิตกันโดยตรง (นอกตลาดซื้อขาย) เมื่อทำสัญญาซื้อ-ขายและชำระเงินเรียบร้อยแล้ว ผู้ขายจะทำการแจ้งผ่านระบบทะเบียนคาร์บอนเครดิต เพื่อ “โอนคาร์บอนเครดิต” จากบัญชีของผู้ขายไปยังบัญชีของผู้ซื้อในระบบ
3. รูปแบบการซื้อขาย: Exchange Platform
เพื่อความสะดวกและสภาพคล่องที่มากขึ้น องค์กรสามารถนำคาร์บอนเครดิตไปตั้งขายผ่านศูนย์ซื้อขายคาร์บอนเครดิต (Exchange Platform) เช่น แพลตฟอร์ม FTIX ที่ดำเนินการโดยสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ร่วมกับองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (อบก.) ซึ่งแพลตฟอร์มนี้จะเชื่อมต่อกับบัญชีในระบบทะเบียนคาร์บอนเครดิต (Registry) โดยตรง เมื่อมีการจับคู่และซื้อ-ขายสำเร็จ ระบบจะทำการโอนเครดิตและตัดยอดระหว่างผู้ซื้อและผู้ขายให้โดยอัตโนมัติ
ประโยชน์ที่อุตสาหกรรมจะได้รับจากการทำ Carbon Credit จากโซลาร์เซลล์
การลงทุนในระบบพลังงานแสงอาทิตย์เชิงพาณิชย์ มอบผลตอบแทนแก่ผู้ประกอบการได้ในหลายมิติ ได้แก่
- ลดต้นทุนคงที่ระยะยาว: ธุรกิจสามารถเริ่มต้นประหยัดต้นทุนค่าไฟฟ้าในกระบวนการผลิตได้ทันที และป้องกันความเสี่ยงจากราคาพลังงานที่ผันผวน โดยเฉพาะเมื่อพัฒนาโครงการการใช้พลังงานหมุนเวียน (Renewable Energy) ผ่านการติดตั้งระบบโซล่าเซลล์
- สร้างกระแสรายได้ใหม่: การขายคาร์บอนเครดิตโซล่าเซลล์ถือเป็นช่องทางการสร้างรายได้เสริมให้กับองค์กร นอกเหนือจากการประหยัดค่าไฟ ช่วยให้ระยะเวลาคืนทุน (ROI) ของโครงการเร็วขึ้นอีกด้วย
- เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันระดับโลก: การมีคาร์บอนเครดิต หรือการลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์ของผลิตภัณฑ์ (CFP) จะช่วยให้สินค้าส่งออกของโรงงานผ่านเกณฑ์มาตรการภาษีคาร์บอนข้ามพรมแดน (เช่น CBAM) ได้อย่างราบรื่น
- สร้างภาพลักษณ์องค์กรที่ยั่งยืน: ดึงดูดนักลงทุน คู่ค้า และผู้บริโภคที่ให้ความสำคัญกับนโยบายความยั่งยืน (ESG)
สุดท้ายนี้ ในการขับเคลื่อนภาคอุตสาหกรรมเข้าสู่ตลาดยุคใหม่ พลังงานสะอาดไม่ใช่เพียงแค่ทางเลือกในการประหยัดค่าไฟอีกต่อไป แต่คาร์บอนเครดิตกับโซล่าเซลล์ คือจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญที่ช่วยให้ธุรกิจสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มทางการเงิน ผ่านโครงการ T-VER ที่ยกระดับมาตรฐานสินค้า และเตรียมความพร้อมสู่เป้าหมาย Net Zero หากโรงงานของคุณกำลังมองหาความได้เปรียบทางการแข่งขัน การพิจารณาลงทุนในอุปกรณ์โซล่าเซลล์คุณภาพสูง อย่างเทคโนโลยีจาก SolarEdge เพื่อก้าวเข้าสู่ตลาดคาร์บอนเครดิต คือก้าวแรกที่มั่นคงและยั่งยืน
เกี่ยวกับ SolarEdge Technologies
SolarEdge Technologies เป็นผู้นำระดับโลกด้านเทคโนโลยีพลังงานหมุนเวียน โดยใช้วิศวกรรมและนวัตกรรมระดับโลกในการพัฒนาโซลูชันพลังงานแสงอาทิตย์สำหรับกลุ่มลูกค้าในภาคที่อยู่อาศัย ภาคพาณิชย์ และภาคสาธารณูปโภค SolarEdge นำเสนอโซลูชันที่ปรับให้เหมาะสมสำหรับการผลิต การจัดเก็บ การจัดการ และการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ บริษัทฯ พัฒนาและผลิตทั้งอินเวอร์เตอร์โซล่าเซลล์ Power Optimizer ระบบจัดการและเพิ่มประสิทธิภาพพลังงาน ระบบจัดเก็บพลังงาน และบริการโครงข่ายไฟฟ้า
เทคโนโลยี DC-Optimized ของ SolarEdge ถูกติดตั้งในบ้านหลายล้านหลังในกว่า 140 ประเทศ และมากกว่า 50% ของบริษัท Fortune 100 มีการใช้งานเทคโนโลยีของ SolarEdge บนหลังคาของพวกเขา SolarEdge มีบทบาทสำคัญในการเร่งการเปลี่ยนผ่านไปสู่โครงข่ายพลังงานแบบกระจายที่ยั่งยืนและมีประสิทธิภาพ
นอกจากนี้ บริษัทยังมีบริการหลังการขายที่ครอบคลุม เพื่อตอบสนองความต้องการของทั้งเจ้าของบ้านและภาคธุรกิจ และเป็นหนึ่งในแบรนด์ที่ให้การรับประกันที่ยาวนานที่สุดในตลาดอีกด้วย
ติดต่อเรา
กรอกแบบฟอร์ม คลิก
LINE Official: SolarEdge Thailand
ติดตามข่าวสารใหม่ๆ จาก SolarEdge
Facebook: SolarEdge Technologies Inc.
Instagram: @solaredgepv
X: @SolarEdgePV
LinkedIn: SolarEdge Technologies