มาตรการ CBAM ของสหภาพยุโรป: กฎเหล็กการค้าโลกและทางรอดธุรกิจ

Content Writer / SolarEdge Thailand
17-06-2026

ปัจจุบัน วิกฤตสภาพภูมิอากาศ หรือ Climate Change กำลังส่งผลกระทบไปทั่วโลก ประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมจึงไม่ได้ถูกจำกัดอยู่แค่เพียงนโยบายรักษ์โลกอีกต่อไป แต่ได้ถูกยกระดับขึ้นเป็น “กฎกติกาทางการค้า” ระดับสากลที่ธุรกิจต่างต้องปฏิบัติตาม โดย สหภาพยุโรป (EU) ในฐานะผู้นำด้านความยั่งยืน ได้ประกาศเป้าหมายในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Emission) ภายในปี พ.ศ. 2593

เพื่อป้องกันการย้ายฐานการผลิตไปยังประเทศที่กฎหมายสิ่งแวดล้อมหละหลวม (Carbon Leakage) ทาง EU จึงได้ประกาศบังคับใช้มาตรการ CBAM ของสหภาพยุโรป ซึ่งนโยบายนี้เปรียบเสมือนสึนามิลูกใหญ่ที่จะพัดเข้ามากระทบต้นทุนการส่งออกของอุตสาหกรรมในหลายประเทศรวมถึงไทยด้วยนั่นเอง ดังนั้นในวันนี้ เราจะพาผู้ทำธุรกิจไปทำความเข้าใจว่า มาตรการ CBAM คืออะไร และทำไมการก้าวเข้าสู่พลังงานสะอาดจึงเป็นทางออกที่ดีที่สุดในการพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาส

มาตรการ CBAM คืออะไร? สรุปข้อบังคับและไทม์ไลน์ที่ผู้ส่งออกต้องรู้[1] [2] [3] [4]

มาตรการ CBAM คือ Carbon Border Adjustment Mechanism หรือ “มาตรการปรับคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดน” ซึ่งเปรียบเสมือนกำแพงภาษีคาร์บอนที่ทาง EU เรียกเก็บจากสินค้านำเข้าที่มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูงในกระบวนการผลิต เพื่อสร้างความเท่าเทียมทางต้นทุนกับสินค้าที่ผลิตภายในกลุ่มประเทศ EU ที่ต้องปฏิบัติตามกฎหมายลดโลกร้อนกับสินค้านำเข้าจากประเทศนอกกลุ่ม

โดยกลุ่มสินค้าเป้าหมายระยะแรก ที่ได้รับผลกระทบจากมาตรการดังกล่าว มีอยู่ด้วยกัน 6 กลุ่ม คือ 
1. ซีเมนต์
2. เหล็กและเหล็กกล้า
3. อะลูมิเนียม 
4. ปุ๋ย
5. ไฮโดรเจน 
6. พลังงานไฟฟ้า

ซึ่ง CBAM ได้เข้าสู่ระยะเปลี่ยนผ่านตั้งแต่ปี พ.ศ. 2566 โดยผู้ผลิตสินค้าในกลุ่มข้างต้นต้องรายงานปริมาณการนำเข้า ปริมาณการปล่อยคาร์บอนทางตรง และทางอ้อมของสินค้า ซึ่งในปัจจุบัน CBAM ได้เริ่มบังคับใช้มาตรการนี้อย่างเต็มรูปแบบตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2569 เป็นต้นมา

ทั้งนี้ ผู้นำเข้าฝั่งยุโรปจึงต้องซื้อใบรับรอง CBAM Certificate เพื่อจ่ายค่าธรรมเนียมตามปริมาณคาร์บอนของสินค้าที่นำเข้า ยิ่งโรงงานผลิตปล่อยคาร์บอนมากเท่าไหร่ ผู้นำเข้าก็ยิ่งต้องแบกรับต้นทุนที่สูงขึ้น ซึ่งอาจเสี่ยงทำให้สินค้าถูกตลาดปฏิเสธและหลุดจากการแข่งขันด้านราคาในที่สุด

เจาะลึก “คาร์บอนฟุตพริ้นท์” และขอบเขตการปล่อยก๊าซ (Scope 1, 2, 3)

อันดับแรกก่อนเริ่มลดคาร์บอน ผู้ประกอบการควรทำความเข้าใจก่อนว่า คาร์บอนฟุตพริ้นท์ (Carbon Footprint) คือ ปริมาณก๊าซเรือนกระจกทั้งหมดที่ถูกปล่อยออกมาจากกิจกรรมหรือกระบวนการต่างๆ ขององค์กร ทั้งในทางตรงและทางอ้อม ไม่ว่าจะเป็นการใช้พลังงาน การคมนาคมขนส่ง กระบวนการผลิตสินค้า การจัดการของเสีย ไปจนถึงการเกษตร

ทั้งนี้ เนื่องจากก๊าซเรือนกระจกมีหลายชนิด เช่น คาร์บอนไดออกไซด์ มีเทน ไนตรัสออกไซด์ การคำนวณจึงใช้หน่วยมาตรฐานเดียวกันคือ “คาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า” มีหน่วยเป็น CO2e โดยหากอ้างอิงจากรายงาน IPCC (AR5) ก๊าซมีเทน 1 กิโลกรัม จะส่งผลกระทบให้โลกร้อนเท่ากับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ 28 กิโลกรัม (28 kgCO2e) ส่วนก๊าซไนตรัสออกไซด์ 1 กิโลกรัมจะเท่ากับ 265 kgCO2e[5] เป็นต้น

ขอบเขตการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์

ในภาคธุรกิจ คาร์บอนฟุตพริ้นท์สามารถแบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลัก ได้แก่ คาร์บอนฟุตพริ้นท์ของผลิตภัณฑ์ (Product Carbon Footprint) ซึ่งเป็นสิ่งที่มาตรการ CBAM นำไปใช้คำนวณภาษีในชื่อ "Embedded Emissions" (ปริมาณก๊าซเรือนกระจกแฝง) และ คาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กร (Organization Carbon Footprint) ซึ่งแบ่งขอบเขตการปล่อยก๊าซ (Scopes) ตามมาตรฐาน GHG Protocol[6] [7] ดังนี้

Scope 1 - การปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางตรง หรือ Direct Emissions

เกิดจากกิจกรรมที่อยู่ภายใต้การควบคุมขององค์กรโดยตรง เช่น ควันจากเตาหลอม การเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิลในเครื่องจักรและหม้อไอน้ำ ท่อไอเสียจากยานพาหนะของบริษัท หรือการรั่วไหลของสารทำความเย็น เป็นต้น

Scope 2 - การปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางอ้อมจากการใช้พลังงาน หรือ Indirect Emissions

เกิดจาก “การซื้อพลังงาน” จากภายนอกเข้ามาใช้ เช่น ไฟฟ้า ความร้อน หรือไอน้ำ ยิ่งโรงงานดึงไฟฟ้าจากสายส่งมาใช้มาก คาร์บอนฟุตพริ้นท์ใน Scope 2 ก็ยิ่งพุ่งสูงขึ้น ซึ่งปัจจุบันไฟฟ้าในไทยกว่า 60% ยังคงผลิตจากก๊าซธรรมชาติและถ่านหิน

Scope 3 - การปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางอ้อมอื่นๆ หรือ Indirect Value Chain Emissions

เกิดจากกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับองค์กรแต่ไม่ได้อยู่ภายใต้การควบคุมโดยตรงตลอดห่วงโซ่การผลิต เช่น การสกัดวัตถุดิบต้นน้ำของซัพพลายเออร์ การขนส่งสินค้า การเดินทางของพนักงาน ไปจนถึงการใช้งานและกำจัดซากผลิตภัณฑ์เมื่อหมดอายุ

ในปัจจุบัน การเปลี่ยนผ่านสู่เป้าหมาย Net Zero ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของบริษัทที่ส่งออกสินค้าไปยังตลาดยุโรปเท่านั้น แต่ยังรวมถึงบริษัทคู่ค้าทั้งหมดในระบบ แบรนด์ระดับโลกต่างถูกกดดันให้ต้องลดคาร์บอนใน Scope 3 ของตนเองด้วยเช่นกัน นั่นหมายความว่า แบรนด์ต่างๆ มีความต้องการซื้อสินค้าจาก “โรงงานสีเขียว” มากยิ่งขึ้น

หากธุรกิจโรงงานอุตสาหกรรมไม่สามารถปรับตัว หรือไม่สามารถแสดงรายงานการลดก๊าซเรือนกระจกที่ได้มาตรฐาน ก็อาจสูญเสียความสามารถในการแข่งขัน สูญเสียความเชื่อมั่นจากนักลงทุน และเสี่ยงที่จะถูกตัดออกจากห่วงโซ่อุปทานอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

โซล่าเซลล์โรงงาน: ทางลัดลด Scope 2 และยกระดับขีดความสามารถการแข่งขัน

เมื่อวิเคราะห์จากสมการของ CBAM จะพบว่าการปรับเปลี่ยนเทคโนโลยีใน Scope 1 อาจต้องใช้เงินลงทุนจำนวนมากและกระทบไลน์การผลิตสินค้า ในขณะที่การลดคาร์บอนใน Scope 2 เป็นทางออกที่ผู้ประกอบการสามารถทำได้ทันทีและเห็นผลเร็วที่สุด ผ่านการติดตั้งแหล่งผลิตพลังงานสะอาดอย่างโซล่าเซลล์โรงงาน

เพราะเมื่อโรงงานผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์เพื่อใช้ในกระบวนการผลิต สิ่งที่ธุรกิจจะได้รับคือผลประโยชน์ 2 ต่อที่คุ้มค่าในระยะยาว ดังนี้

1. ทลายกำแพงภาษีคาร์บอน

ปริมาณไฟฟ้าที่ผลิตได้จากระบบโซล่าเซลล์ถือเป็น พลังงานไฟฟ้าที่ปราศจากคาร์บอน (Zero Carbon) ทำให้คาร์บอนฟุตพริ้นท์ใน Scope 2 ลดลงในระยะยาว อีกทั้งยังมีส่วนช่วยให้ค่า Indirect Emissions ต่ำลง และลดค่า CBAM Certificate ลงได้อย่างมีนัยสำคัญ

2. ช่วยลดค่าไฟฟ้าโรงงานอย่างยั่งยืน

พลังงานไฟฟ้าที่ผลิตได้จะเข้าไปชดเชยการซื้อไฟจากสายส่งของการไฟฟ้าในช่วงเวลากลางวัน (On-Peak) ซึ่งมีราคาสูง จึงช่วยให้โรงงานประหยัดต้นทุนคงที่ด้านพลังงาน (Fixed Cost) ได้หลายล้านบาทต่อปี ทำให้องค์กรมีกระแสเงินสดเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ การลงทุนในโซล่าเซลล์โรงงาน โดยเฉพาะการติดตั้งในรูปแบบของโซล่ารูฟท็อปนั้นยังเป็นทางเลือกที่คืนทุนเร็ว โดยเฉลี่ยเพียง 3-5 ปีเท่านั้น

อย่างไรก็ตาม การติดตั้งโซล่าร์โรงงานเพื่อรับมือกติกาโลกไม่ได้มีเพียงรูปแบบเดียว ธุรกิจสามารถปรับแต่งให้สอดคล้องกับศักยภาพพื้นที่ของตนเองได้ โดยนอกเหนือจากโซล่ารูฟท็อปแล้ว สำหรับนิคมอุตสาหกรรมที่มีพื้นที่จำนวนมาก การติดตั้งโซล่าฟาร์ม ที่สามารถผลิตไฟฟ้าได้ในระดับเมกะวัตต์จะช่วยสร้างความมั่นคงระยะยาวได้ดีเยี่ยม หรือหากเป็นอุตสาหกรรมแปรรูปอาหาร ก็สามารถประยุกต์พื้นที่เพื่อทำโซล่าเซลล์เพื่อการเกษตร (Agrivoltaics) ให้ผลิตทั้งพืชผลและผลิตไฟฟ้าไปพร้อมๆ กันได้

ทั้งนี้ หัวใจสำคัญของการติดตั้งโซล่าร์สำหรับภาคอุตสาหกรรม คือการเลือกใช้อุปกรณ์จากผู้ผลิตที่น่าเชื่อถือและได้มาตรฐานสากล เลือกลงทุนกับอินเวอร์เตอร์ และแบตเตอรี่คุณภาพระดับโลก ประกอบกับซอฟต์แวร์หรือระบบมอนิตอริ่งที่สามารถตรวจสอบการทำงานของโซล่าเซลล์ได้อย่างแม่นยำ เช่น SolarEdge ONE for C&I เพื่อนำข้อมูลการผลิตพลังงานสะอาดไปใช้ประกอบการทำรายงานคาร์บอนฟุตพริ้นท์ตามมาตรฐาน EU ได้อย่างน่าเชื่อถือและสามารถตรวจสอบย้อนหลังได้ 

สรุป

มาตรการ CBAM ของสหภาพยุโรป ถือเป็นความท้าทายต่อทั้งแบรนด์และผู้ผลิตระดับโลก แต่ในขณะเดียวกันก็เป็น “ตั๋ว” สำหรับธุรกิจที่พร้อมปรับตัวสู่เป้าหมาย Net Zero ซึ่งการลงทุนติดตั้งระบบโซล่าเซลล์เพื่อลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนใน Scope 2 ไม่ใช่ค่าใช้จ่าย แต่เป็นการสร้างเกราะป้องกันความเสี่ยงด้านภาษี และช่วยลดค่าไฟฟ้าโรงงานได้ในเวลาเดียวกัน หากธุรกิจเริ่มต้นยกระดับกระบวนการผลิตให้สะอาดขึ้นตั้งแต่วันนี้ ก็จะสามารถก้าวขึ้นเป็นผู้นำและเปิดประตูสู่โอกาสทางการค้าระดับโลกได้อย่างยั่งยืนในอนาคต

เกี่ยวกับ SolarEdge Technologies

SolarEdge Technologies เป็นผู้นำระดับโลกด้านเทคโนโลยีพลังงานหมุนเวียน โดยใช้วิศวกรรมและนวัตกรรมระดับโลกในการพัฒนาโซลูชันพลังงานแสงอาทิตย์สำหรับกลุ่มลูกค้าในภาคที่อยู่อาศัย ภาคพาณิชย์ และภาคสาธารณูปโภค SolarEdge นำเสนอโซลูชันที่ปรับให้เหมาะสมสำหรับการผลิต การจัดเก็บ การจัดการ และการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ บริษัทฯ พัฒนาและผลิตทั้งอินเวอร์เตอร์โซล่าเซลล์ Power Optimizer ระบบจัดการและเพิ่มประสิทธิภาพพลังงาน ระบบจัดเก็บพลังงาน และบริการโครงข่ายไฟฟ้า

เทคโนโลยี DC-Optimized ของ SolarEdge ถูกติดตั้งในบ้านหลายล้านหลังในกว่า 140 ประเทศ และมากกว่า 50% ของบริษัท Fortune 100 มีการใช้งานเทคโนโลยีของ SolarEdge บนหลังคาของพวกเขา SolarEdge มีบทบาทสำคัญในการเร่งการเปลี่ยนผ่านไปสู่โครงข่ายพลังงานแบบกระจายที่ยั่งยืนและมีประสิทธิภาพ

นอกจากนี้ บริษัทยังมีบริการหลังการขายที่ครอบคลุม เพื่อตอบสนองความต้องการของทั้งเจ้าของบ้านและภาคธุรกิจ และเป็นหนึ่งในแบรนด์ที่ให้การรับประกันที่ยาวนานที่สุดในตลาดอีกด้วย

ติดต่อเรา 
กรอกแบบฟอร์ม คลิก
LINE Official: SolarEdge Thailand

ติดตามข่าวสารใหม่ๆ จาก SolarEdge
Facebook: SolarEdge Technologies Inc.
Instagram: @solaredgepv
X: @SolarEdgePV 
LinkedIn: SolarEdge Technologies

บทความที่เกี่ยวข้อง