ค่าไฟแพงแก้ได้! เจาะสาเหตุลึก วิธีคำนวณ และทางออกด้วยโซล่าเซลล์

Content Writer / Solaredge Thailand
04-03-2026
เมื่อบิลค่าไฟฟ้าประจำเดือนถูกหย่อนลงในกล่องไปรษณีย์

เมื่อบิลค่าไฟฟ้าประจำเดือนถูกหย่อนลงในกล่องไปรษณีย์ หรือแจ้งเตือนผ่านแอปพลิเคชัน เชื่อว่าหลายคนคงต้องกุมขมับกับตัวเลขยอดชำระที่พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นบ้านพักอาศัยขนาดเล็กไปจนถึงโรงงานอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ ปัญหา "ค่าไฟแพง" จนการเป็นประเด็นสนทนาของผู้ทำธุรกิจและหัวหน้าครอบครัว โดยเฉพาะในปี 2569 นี้ ที่สถานการณ์ราคาพลังงานโลกยังคงมีความผันผวนสูง ประกอบกับความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นตามการขยายตัวของเทคโนโลยีและไลฟ์สไตล์ยุคดิจิทัล ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อต้นทุนการใช้ชีวิตและกำไรของภาคธุรกิจ 

คำถามที่สำคัญ คือ ทำไมค่าไฟแพงขึ้นทุกปี? ค่า FT ที่ปรับขึ้นลงนั้นคืออะไร? และมีวิธีแก้ค่าไฟแพงที่ยั่งยืนและเห็นผลจริงได้อย่างไร? บทความนี้ SolarEdge จะพาคุณไปเจาะลึกเบื้องหลังโครงสร้างค่าไฟของประเทศไทย พร้อมกางสูตรคำนวณที่คุณเองก็ทำได้ และนำเสนอโซลูชันการ ติดตั้งโซล่าร์ ที่จะเปลี่ยนรายจ่ายรายเดือนให้กลายเป็นเงินออมและการลงทุนที่คุ้มค่าในระยะยาว 

ทำไม "ค่าไฟแพง"? เปิด 3 ปัจจัยหลักที่ควรรู้ 

หากคุณรู้สึกว่าค่าไฟแพงผิดปกติทั้งที่พฤติกรรมการใช้งานเครื่องใช้ไฟฟ้ายังคงเหมือนๆ เดิม ไม่ได้ซื้อตู้เย็นใหม่ หรือไม่ได้เปิดแอร์นานขึ้นกว่าเดิม สาเหตุอาจไม่ได้มาจากภายในบ้านเพียงอย่างเดียว แต่อาจเกิดจากโครงสร้างราคาพลังงานและปัจจัยภายนอกที่อาจควบคุมไม่ได้ โดยมี 3 ปัจจัยหลักที่ควรศึกษาเอาไว้ ได้แก่ 

1. อัตราค่าไฟฟ้าแบบก้าวหน้า (Progressive Rate)

ปัจจุบันการไฟฟ้าจะคิดค่าไฟสำหรับบ้านพักอาศัยแบบ "อัตราก้าวหน้า" (Progressive Rate) กล่าวคือ ยิ่งใช้ไฟฟ้าจำนวนหน่วยมากเท่าไหร่ ราคาต่อหน่วยในขั้นที่สูงขึ้นก็จะยิ่งแพงขึ้นเป็นขั้นบันได ไม่ได้เป็นราคาคงที่ (Flat Rate) 

โดยการไฟฟ้านครหลวงได้แบ่งอัตราค่าไฟฟ้าประเภทต่างๆ ตามลักษณะของผู้ใช้ไฟฟ้า เช่น บ้านอยู่อาศัย กิจการขนาดเล็ก กลาง ใหญ่ กิจการเฉพาะอย่าง องค์กรไม่แสวงหากำไร หรือผู้ใช้ไฟฟ้าชั่วคราว เป็นต้น

หากสงสัยว่าค่าไฟปัจจุบันหน่วยละกี่บาท ปัจจุบันอัตราค่าไฟฟ้าแบบก้าวหน้าสำหรับบ้านอยู่อาศัย (กฟน.) มีดังนี้

อัตราค่าพลังงานไฟฟ้า  (สำหรับผู้ใช้ไฟฟ้าไม่เกิน 150 หน่วย/เดือน) 
หน่วย (กิโลวัตต์ชั่วโมง)  ราคาต่อหน่วย 
หน่วยที่ 1 – 15 (15 หน่วยแรก)  2.3488 บาท 
หน่วยที่ 16 - 25 (10 หน่วยต่อไป)  2.9882 บาท 
หน่วยที่ 26 - 35 (10 หน่วยต่อไป)  3.2405 บาท 
หน่วยที่ 36 - 100 (65 หน่วยต่อไป)  3.6237 บาท 
หน่วยที่ 101 - 150 (50 หน่วยต่อไป)  3.7171 บาท 
หน่วยที่ 151 - 400 (250 หน่วยต่อไป)  4.2218 บาท 
หน่วยที่ 401 เป็นต้นไป (เกินกว่า 400 หน่วย)  4.4217 บาท 

หากโดยปกติที่บ้านใช้ไฟไม่เกิน 150 หน่วยแรก ค่าไฟต่อหน่วยจะค่อนข้างถูก แต่เมื่อไหร่ที่ใช้เกิน ราคาต่อหน่วยจะกระโดดขึ้นสูงทันที ดังนี้ 

อัตราค่าพลังงานไฟฟ้า  (สำหรับผู้ใช้ไฟฟ้าเกิน 150 หน่วย/เดือน) 
หน่วย (กิโลวัตต์ชั่วโมง)  ราคาต่อหน่วย 
หน่วยที่ 1 – 150 (150 หน่วยแรก)  3.2484 บาท 
หน่วยที่ 151 - 400 (250 หน่วยต่อไป)  4.2218 บาท 
หน่วยที่ 401 เป็นต้นไป (เกินกว่า 400 หน่วย)  4.4217 บาท 

นอกจากนี้ การที่บ้านเปิดแอร์เพิ่มวันละ 1 - 2 ชั่วโมง อาจทำให้ยอดรวมการใช้ไฟสูงขึ้นโดยไม่รู้ตัว เช่น จากเดิม 390 หน่วย/เดือน ขยับสูงขึ้นเป็น 450 หน่วย/เดือน ซึ่งส่วนต่าง 60 หน่วยนี้จะถูกคิดในอัตราที่สูงกว่า ทำให้บิลค่าไฟรวมพุ่งขึ้นหลายร้อยบาทจนน่าตกใจ นี่คือสาเหตุหลักที่ทำให้หลายบ้านรู้สึกว่า "ใช้ไฟเพิ่มนิดเดียว ทำไมค่าไฟขึ้นเยอะ"

2. ค่า FT ที่แปรผัน

ค่าไฟฟ้าผันแปร หรือที่เรารู้จักกันในชื่อ "ค่า FT"  (Fuel Adjustment Charge) เป็นกลไกที่ภาครัฐใช้ในการปรับปรุงต้นทุนการผลิตไฟฟ้าให้สะท้อนสภาพตลาดจริง โดยจะมีการทบทวนทุกๆ 4 เดือน ซึ่งปัจจัยที่ทำให้ค่า FT ขยับขึ้นและทำให้ค่าไฟแพงขึ้น ได้แก่

  • ราคาเชื้อเพลิงโลก - ก๊าซธรรมชาติ (LNG) เป็นเชื้อเพลิงหลักในการผลิตไฟฟ้าของไทย หากราคาตลาดโลกพุ่งสูงขึ้นจากสงครามหรือวิกฤตพลังงาน ต้นทุนการผลิตก็จะสูงขึ้นตามไปด้วย
  • อัตราแลกเปลี่ยน - เนื่องจากการนำเข้าเชื้อเพลิงจากต่างประเทศจำเป็นต้องใช้เงินสกุลดอลลาร์ หากค่าเงินบาทอ่อนตัวลง ก็ต้องจ่ายแพงขึ้นเพื่อซื้อเชื้อเพลิงในปริมาณเท่าเดิม 
  • หนี้สินของ กฟผ. - ในบางช่วงที่รัฐบาลตรึงค่าไฟเพื่อช่วยเหลือประชาชน การไฟฟ้าฝ่ายผลิตฯ (กฟผ.) ต้องแบกรับภาระต้นทุนส่วนเกินไว้ เมื่อสถานการณ์ดีขึ้น จึงต้องมีการทยอยปรับขึ้นค่า FT เพื่อชดเชยหนี้ส่วนนี้คืนนั่นเอง

3. สภาพอากาศและประสิทธิภาพเครื่องใช้ไฟฟ้า 

แน่นอนว่าประเทศไทยที่ตั้งอยู่บนเส้นศูนย์สูตร ส่งผลให้เมืองไทยเป็นเมืองร้อนเกือบตลอดทั้งปี ประกอบกับแนวโน้มอุณหภูมิโลกก็สูงขึ้นทุกปี ซึ่งปัจจัยที่กล่าวไปนี้อาจส่งผลกระทบต่อค่าไฟมากกว่าที่คิด ดังนี้

  • เครื่องปรับอากาศทำงานหนัก - ในวันที่อากาศร้อนจัด เครื่องปรับอากาศต้องทำงานหนักขึ้นเพื่อให้ทำความเย็นได้เท่าเดิม คอมเพรสเซอร์จะตัดการทำงานช้าลงและทำงานต่อเนื่องนานขึ้น ส่งผลให้ใช้ไฟฟ้ามากกว่าปกติ แม้จะเปิดแอร์เป็นระยะเวลาเท่าเดิมก็ตาม

อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม คือ เครื่องใช้ไฟฟ้า ที่ไม่ว่าจะมีอายุการใช้งานมายาวนานนับ 10 ปี หรือแม้แต่อุปกรณ์สมัยใหม่ ก็อาจทำให้ค่าไฟสูงขึ้นได้เช่นกัน ดังนี้ 

  • อุปกรณ์เสื่อมสภาพ - เครื่องใช้ไฟฟ้าเก่าที่ผ่านการใช้งานมายาวนานอาจเสื่อมสภาพ เช่น ฉนวนกันความร้อนเสื่อมสภาพ (เช่น ขอบยางตู้เย็น) หรือมอเตอร์ฝืดเคืองทำให้กินไฟมากขึ้น
  • พลังงานแฝง - อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ หรืออุปกรณ์ IoT สมัยใหม่ที่เสียบปลั๊กทิ้งไว้และเชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ตตลอดเวลาก็อาจเป็น "โจรขโมยไฟ" ได้เช่นกัน เพราะเครื่องใช้ไฟฟ้าเหล่านี้มักอยู่ในโหมด Standby พร้อมใช้งานอยู่ตลอดเวลา ซึ่งอาจใช้ไฟฟ้าในปริมาณน้อยๆ แต่ใช้อย่างต่อเนื่อง จึงทำให้ค่าไฟแพงขึ้นโดยไม่รู้ตัว 

แนะนำวิธีคำนวณค่าไฟจากบิลแบบละเอียด 

เพื่อให้รู้เท่าทันบิลค่าไฟและวางแผนประหยัดพลังงานได้อย่างตรงจุด โดยปกติแล้ว การไฟฟ้านครหลวง (MEA) และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (PEA) จะมีโครงสร้างที่คล้ายกัน โดยแบ่งองค์ประกอบบิลค่าไฟออกเป็น 4 ส่วนหลัก ได้แก่ 

องค์ประกอบของค่าไฟ 

1. ค่าพลังงานไฟฟ้า - ค่าไฟฟ้าหลักที่คิดแบบขั้นบันได เป็นต้นทุนการสร้างโรงไฟฟ้า สายส่ง และการเดินเครื่อง 

2. ค่าบริการรายเดือน - ค่าบริการรายเดือนอาจแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับประเภทผู้ใช้ไฟฟ้า ซึ่งสำหรับบ้านอยู่อาศัยจะมีค่าบริการ 2 อัตรา คือ  8.19 บาท/เดือน (ใช้ไฟฟ้าไม่เกิน 150 หน่วย/เดือน) และ 24.62 บาท/เดือน (ใช้ไฟฟ้าเกิน 150 หน่วย/เดือน) ส่วนใครที่ติดตั้งมิเตอร์ TOU ก็จะมีค่าบริการต่างกันไป ดังนี้ แรงดัน 12 – 24 กิโลโวลต์ ค่าบริการ 312.24 บาท/เดือน และแรงดันต่ำกว่า 12 กิโลโวลต์ ค่าบริการ 24.62/เดือน 

3. ค่า FT - คือ ค่าไฟฟ้าผันแปรที่จะบวกเพิ่มเข้าไปในทุกหน่วยการใช้ โดยค่า FT ประจำเดือน ม.ค. – เม.ย. 2569 นั้นอยู่ที่ 0.0972 บาท/หน่วย 

4. ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) - คิดเป็น 7% จากยอดรวมของทั้ง 3 ข้อแรก 

วิธีคำนวณค่าไฟด้วยตัวเอง 

สมมติว่าเดือนนี้บ้านของคุณใช้ไฟฟ้าไปทั้งหมด 500 หน่วย สามารถคำนวณอัตราค่าไฟฟ้าได้ ดังนี้ 

ขั้นที่ 1: คำนวณค่าพลังงานไฟฟ้าฐาน (Base Tariff) 

  • 150 หน่วยแรก (เฉลี่ย): 150 x 3.2484 = 487.26 บาท
  • 250 หน่วยต่อไป (หน่วยที่ 151-400): 250 x 4.2218 = 1,055.45 บาท 
  • 100 หน่วยที่เหลือ (หน่วยที่ 401-500): 100 x 4.4217 = 442.17 บาท
  • รวมค่าพลังงานฐาน = 1,984.88 บาท

ขั้นที่ 2: คำนวณค่า FT 

  • 500 หน่วย x 0.0972 บาท = 48.6 บาท

ขั้นที่ 3: รวมค่าบริการรายเดือน

  • 1,984.88 + 48.6 + 24.62 = 2,058.10 บาท

ขั้นที่ 4: คำนวณภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT 7%) 

  • 2,058.1 × 7% = 144.067 หรือ ≈ 144.07 บาท 

สรุป ค่าไฟฟ้าสุทธิที่ต้องจ่ายในเดือนนี้ คือ 2,058.1 + 144.07 = 2,202.17 บาท 

5 วิธีแก้ค่าไฟแพง ทำได้จริงในวันนี้

เมื่อทราบแล้วว่า สาเหตุมาจากทั้งราคาต่อหน่วยที่สูงในขั้นบันไดท้ายๆ และประสิทธิภาพของเครื่องใช้ไฟฟ้า มาดูวิธีแก้ค่าไฟแพงที่สามารถเริ่มทำได้ทันที 

1. ล้างแอร์สม่ำเสมอและปรับอุณหภูมิให้เหมาะสม

สำหรับทั้งบ้านอยู่อาศัย อาคารพาณิชย์ หรือแม้กระทั่งโรงงาน “เครื่องปรับอากาศ” ถือเป็นหนึ่งในเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ใช้ไฟมากเป็นอันดับต้นๆ อีกทั้งยังต้องทำงานตลอดทั้งวัน การจัดการดูแลเครื่องปรับอากาศให้มีประสิทธิภาพสูงสุด จึงเป็นสิ่งหนึ่งที่ไม่ควรมองข้าม

  • ล้างแอร์สม่ำเสมอ - แอร์ที่สกปรก มีฝุ่นเกาะที่ฟิลเตอร์และคอยล์เย็น จะทำให้ลมผ่านยาก ซึ่งแอร์จะต้องทำงานหนักขึ้นเพื่อทำความเย็นเท่าเดิม ดังนั้นจึงแนะนำให้ทำการล้างแอร์ทุกๆ 6 เดือน หรือ ปีละ 2 ครั้ง เพื่อให้เครื่องปรับอากาศทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ อีกทั้งยังช่วยประหยัดไฟได้ราวๆ 10% อีกด้วย (อ้างอิง กฟน.
  • ปรับอุณหภูมิ - การปรับอุณหภูมิเพิ่มขึ้น เช่น จาก 23 - 24 องศา เป็น 26 - 27 องศาแทน สามารถช่วยประหยัดไฟได้ประมาณ 10% (อ้างอิง กฟผ.

2. เปลี่ยนหลอดไฟเป็น LED

บ้านหรืออาคารใดที่ยังคงใช้งานหลอดไส้ (Incandescent) หรือหลอดตะเกียบ (Fluorescent) อยู่แนะนำให้เปลี่ยนมาใช้ด้วยหลอดไฟชนิด LED แทน เนื่องจากในหลอดไส้ พลังงานส่วนใหญ่จะถูกเปลี่ยนเป็นความร้อน ทำให้มักใช้ไฟฟ้าสูงและให้แสงสว่างน้อยกว่า ส่วนหลอดตะเกียบนั้น แม้จะปล่อยความร้อนต่ำกว่า แต่ก็มีอายุการใช้งานสั้น โดยเฉพาะเมื่อต้องเปิดไฟตลอดทั้งวัน

ด้วยเหตุดังกล่าว จึงขอแนะนำให้หันมาใช้งานหลอด LED ที่ปล่อยความร้อนน้อยกว่า ประหยัดพลังงานมากกว่าหลอดไส้ได้ถึง 80-90% นอกจากนี้ยังให้ความสว่างสูง รวมถึงมีอายุการใช้งานยาวนานเฉลี่ย 15,000 - 50,000 ชั่วโมงขึ้นไป พูดได้ว่าประหยัดทั้งค่าไฟและค่าเปลี่ยนหลอดไฟได้นานหลายปีเลยทีเดียว

3. ถอดปลั๊กเมื่อไม่ใช้งานเครื่องใช้ไฟฟ้า 

หนึ่งในสาเหตุค่าไฟแพงที่หลายคนอาจไม่ทันสังเกต คือ การเสียบปลั๊กเครื่องใช้ไฟฟ้าค้างไว้ เพราะเครื่องใช้ไฟฟ้าหลายชนิดในปัจจุบัน เช่น โทรทัศน์ คอมพิวเตอร์ แม้จะปิดสวิตช์แล้วแต่ยังมีกระแสไฟไหลผ่านวงจรเล็กน้อย เพื่อรอรับสัญญาณจากรีโมท ดังนั้นจึงควรถอดปลั๊กหรือใช้ปลั๊กพ่วงที่มีสวิตช์เปิด-ปิดแยก เพื่อตัดวงจรส่วนนี้ พร้อมช่วยลดการสึกหรอของชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ภายใน ทำให้เครื่องใช้ไฟฟ้ามีอายุการใช้งานนานขึ้น 

อีกทั้ง การถอดปลั๊กยังช่วยป้องกันความเสียหายจากไฟกระชาก เพราะหากเกิดฟ้าผ่าหรือกระแสไฟกระชากในโครงข่ายไฟฟ้า อุปกรณ์ที่เสียบปลั๊กไว้อาจได้รับความเสียหายด้วยนั่นเอง มั่นใจได้มากขึ้นเมื่อต้องออกจากบ้านนานๆ หรือขาดคนดูแล ว่าจะไม่มีอันตรายจากระบบไฟฟ้า

4. เลือกเครื่องใช้ไฟฟ้าฉลากเบอร์ 5 

หากต้องการซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้าใหม่ที่ประหยัดพลังงาน แนะนำให้มองหาฉลากประหยัดไฟเบอร์ 5 ที่มีดาว (1-5 ดาว) ซึ่งยิ่งมีดาวเยอะ ยิ่งประหยัดไฟ รวมถึงเลือกเทคโนโลยี Inverter สำหรับแอร์และตู้เย็น ซึ่งจะควบคุมการทำงานของคอมเพรสเซอร์ให้เสถียร และประหยัดไฟฟ้ามากขึ้น 

โดยตั้งแต่ 1 ม.ค. 2567 ที่ผ่านมา กฟผ. ได้ปรับเปลี่ยนรูปแบบฉลากให้สอดคล้องกับยุคดิจิทัลและรักษ์โลกมากขึ้น ซึ่งบอกทั้งข้อมูลค่าไฟฟ้าเฉลี่ยต่อปี ปริมาณการลด CO2 รวมถึงมี QR Code ที่สามารถสแกนเพื่อเข้าถึงข้อมูลของเครื่องใช้ไฟฟ้านั้นๆ ได้ละเอียดมากขึ้น 

5. ติดตั้งระบบโซล่าเซลล์ 

ไม่ว่าจะปรับพฤติกรรมหรือคัดเลือกเครื่องใช้ไฟฟ้าอย่างเคร่งครัดแค่ไหน แต่ความจำเป็นในการใช้ไฟฟ้าก็ยังคงอยู่ ฉะนั้น หนึ่งทางออกที่เป็นมากกว่าการ “ลดการใช้พลังงาน” ที่เข้าถึงได้ง่ายขึ้น คือ ติดโซล่าร์เพื่อแก้ปัญหาค่าไฟแพงในระยะยาว 

นอกจากการประหยัดค่าใช้จ่ายพลังงาน ปัจจุบันยังมีเทคโนโลยีโซล่าเซลล์ใหม่ๆ ที่ส่งผลให้ระบบมีประสิทธิภาพสูงขึ้น เช่น เทคโนโลยีอินเวอร์เตอร์ ที่ทำงานร่วมกับ Power Optimizer ของ SolarEdge ทำให้แผงโซล่าเซลล์แต่ละแผงสามารถผลิตไฟฟ้าได้สูงสุดอย่างอิสระ อีกทั้งยังมีแอปพลิเคชัน mySolarEdge (สำหรับบ้านอาศัย) และ SolarEdge ONE for C&I (สำหรับภาคธุรกิจ) ที่ช่วยให้มองเห็นการผลิตและการใช้ไฟแบบเรียลไทม์ ทำให้บริหารจัดการพลังงานได้ดียิ่งขึ้น 

ระบบโซล่าเซลล์ ทางออกของการลดค่าไฟอย่างคุ้มค่า 

การติดตั้งระบบโซล่าเซลล์ถือเป็นทางออกด้านพลังงานสะอาดในอนาคต และช่วยแก้ไขปัญหาค่าไฟแพงในระยะยาวได้อย่างยั่งยืน สำหรับทั้งภาคครัวเรือนและธุรกิจ 

สำหรับบ้านพักอาศัย 

การติดโซล่าร์เซลล์บ้าน โดยเฉพาะระบบโซล่าเซลล์ออนกริด (On-Grid) ที่ได้รับความนิยมสูง ถือเป็นตัวเลือกที่ดีสำหรับเจ้าของบ้านยุคใหม่ เนื่องจากแผงโซล่าเซลล์บนหลังคาจะผลิตไฟฟ้าในช่วงกลางวัน ซึ่งเป็นช่วงที่แดดแรงและมักมีการใช้พลังงานสูง เช่น เปิดแอร์ หรือทำงานที่บ้าน (Work from Home) โดยไฟฟ้าที่ผลิตได้จะจ่ายให้กับเครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้านก่อนเป็นลำดับแรก ทำให้พึ่งพาไฟฟ้าจากกริดน้อยลง ทำให้บิลค่าไฟจากการไฟฟ้าลดลงราว 30 - 60% และอาจคืนทุนได้ภายใน 4 - 5 ปี

สำหรับโรงงานและธุรกิจ 

สำหรับกลุ่มผู้ประกอบการหรือโรงงานอุตสาหกรรม ถือเป็นกลุ่มที่ได้รับความคุ้มค่าสูงจากการติดตั้งโซล่าเซลล์โรงงาน เพราะลักษณะการใช้ไฟฟ้าในตอนกลางวันเพื่อเดินเครื่องจักรนั้นสอดคล้องกับช่วงเวลาที่แดดออก ซึ่งเป็นช่วงที่แผงโซล่าเซลล์สามารถผลิตพลังงานได้สูงสุด โดยเฉพาะโรงงานที่มีเครื่องจักรทำงานตลอดวัน ระบบปรับอากาศขนาดใหญ่ (Chiller) หรือห้องเย็น การทำโซล่ารูฟท็อป สามารถลดต้นทุนค่าไฟฟ้าได้อย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อกำไรของธุรกิจ

นอกจากนี้ ภาครัฐมีนโยบายส่งเสริมให้ภาคธุรกิจติดตั้งแบตเตอรี่เพื่อกักเก็บพลังงานจากโซล่าเซลล์ โดยสามารถขอรับสิทธิประโยชน์ยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลจาก BOI ได้สูงสุด 50% ของมูลค่าการลงทุน ทำให้ระยะเวลาคืนทุนของแบตเตอรี่สั้นลงไปอีก อีกทั้ง การใช้พลังงานสะอาดยังช่วยลด Carbon Footprint ของสินค้า ทำให้ธุรกิจได้รับการยอมรับในเวทีการค้าโลกที่ให้ความสำคัญกับเรื่องสิ่งแวดล้อม (ESG) ด้วยนั่นเอง 

ปัญหาค่าไฟแพงอาจดูเป็นวิกฤตที่น่ากังวล แต่หากทำความเข้าใจโครงสร้างที่มาของค่าใช้จ่าย เลือกใช้วิธีแก้ปัญหาที่ถูกต้อง รวมถึงการหันมาติดตั้งโซล่าร์โรงงานหรือติดโซล่าร์เซลล์บ้าน จะช่วยให้ค่าไฟลดลงได้ในระยะยาวตลอด 20-30 ปีข้างหน้า 

เกี่ยวกับ SolarEdge Technologies

SolarEdge Technologies เป็นผู้นำระดับโลกด้านเทคโนโลยีพลังงานหมุนเวียน โดยใช้วิศวกรรมและนวัตกรรมระดับโลกในการพัฒนาโซลูชันพลังงานแสงอาทิตย์สำหรับกลุ่มลูกค้าในภาคที่อยู่อาศัย ภาคพาณิชย์ และภาคสาธารณูปโภค SolarEdge นำเสนอโซลูชันที่ปรับให้เหมาะสมสำหรับการผลิต การจัดเก็บ การจัดการ และการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ บริษัทพัฒนาและผลิตอินเวอร์เตอร์โซล่าเซลล์ Power Optimizer ระบบจัดการและเพิ่มประสิทธิภาพพลังงาน ระบบจัดเก็บพลังงาน และบริการโครงข่ายไฟฟ้า

เทคโนโลยี DC-Optimized ของ SolarEdge ถูกติดตั้งในบ้านหลายล้านหลังในกว่า 140 ประเทศ และมากกว่า 50% ของบริษัท Fortune 100 มีการใช้งานเทคโนโลยีของ SolarEdge บนหลังคาของพวกเขา SolarEdge มีบทบาทสำคัญในการเร่งการเปลี่ยนผ่านไปสู่โครงข่ายพลังงานแบบกระจายที่ยั่งยืนและมีประสิทธิภาพ 

นอกจากนี้ บริษัทยังมีบริการหลังการขายที่ครอบคลุม เพื่อตอบสนองความต้องการของทั้งเจ้าของบ้านและภาคธุรกิจ และเป็นหนึ่งในแบรนด์ที่ให้การรับประกันที่ยาวนานที่สุดในตลาดอีกด้วย 

ติดต่อเรา  
กรอกแบบฟอร์ม คลิก 
LINE Official: SolarEdge Thailand 
ติดตามข่าวสารใหม่ๆ จาก SolarEdge 
Facebook: SolarEdge Technologies Inc. 
Instagram: @solaredgepv 
X: @SolarEdgePV  
LinkedIn: SolarEdge Technologies 

บทความที่เกี่ยวข้อง