อินเวอร์เตอร์ออนกริด (On-Grid Inverter) มีข้อดี-ข้อเสียอะไรบ้าง
สารบัญ
- On-Grid Inverter คืออะไร
- การทำงานของอินเวอร์เตอร์ออนกริดเป็นอย่างไร
- ประเภทของอินเวอร์เตอร์ออนกริด
- ข้อดี-ข้อเสียของอินเวอร์เตอร์ออนกริด
- ทำไมอินเวอร์เตอร์ออนกริดจึงเป็นที่นิยมมากกว่าระบบอื่น?
- Micro Inverter หรือ On-Grid Inverter ชนิดอื่นๆ เลือกแบบไหนดี?
- วางแผนติดตั้งโซล่าเซลล์ เลือกผลิตภัณฑ์โซล่าเซลล์จาก SolarEdge
ท่ามกลางการบริโภคพลังงานปัจจุบัน ทั้งภาคครัวเรือนและอุตสาหกรรมต่างหันมาติดตั้งใช้แหล่งพลังงานหมุนเวียนเพื่อลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานในระยะยาว โดยเฉพาะระบบโซล่าเซลล์ที่ผลิตไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์ ซึ่งข้อมูลจากแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย (PDP) ปี 2567 ระบุว่า พลังงานหมุนเวียนจะมีสัดส่วนเพิ่มเป็น 51% ของการใช้พลังงานทั้งหมดในประเทศภายในปี 2580 โดยเพิ่มขึ้นจาก 20% ในปี 2566 และการเดินหน้าสู่พลังงานสะอาดดังกล่าวนี้ จะทำให้พลังงานแสงอาทิตย์กลายเป็นแหล่งพลังงานหมุนเวียนสำคัญในอนาคตอันใกล้
แน่นอนว่าหนึ่งในระบบที่ได้รับความนิยมมากที่สุดคงหนีไม่พ้นระบบออนกริด (On-Grid) ซึ่งมีอินเวอร์เตอร์ออนกริดเป็นหัวใจสำคัญของระบบ ในบทความนี้จะมาอธิบายให้ทุกท่านเข้าใจถึงการทำงานของอินเวอร์เตอร์ออนกริดมากขึ้น ประเภท และข้อดี-ข้อเสีย เพื่อเป็นข้อพิจารณาก่อนตัดสินใจติดตั้ง
On-Grid Inverter คืออะไร
อินเวอร์เตอร์ออนกริด (On-Grid Inverter) คือ อุปกรณ์ที่ทำหน้าที่แปลงไฟฟ้ากระแสตรง (DC) จากแผงโซล่าเซลล์ให้เป็นไฟฟ้ากระแสสลับ (AC) เพื่อให้สามารถนำมาใช้งานกับเครื่องใช้ไฟฟ้าต่างๆ ได้ โดยอินเวอร์เตอร์ประเภทนี้แตกต่างมี คุณสมบัติเฉพาะทางที่คอยตรวจสอบและประมวลผลสัญญาณ Phase Shift และ Sine Wave ของไฟฟ้าจากกริดของไฟฟ้าตลอดเวลา เพื่อให้ลูกคลื่นและความถี่ของไฟฟ้าที่ผลิตได้จากแผงโซล่าเซลล์มีคุณสมบัติตรงกับไฟฟ้าจากการไฟฟ้า ซึ่งเป็นเงื่อนไขสำคัญที่ทำให้สามารถเชื่อมต่อและใช้งานร่วมกันได้อย่างราบรื่น หรือหากพูดให้เข้าใจง่ายๆ คือ ระบบโซล่าเซลล์แบบออนกริดจะเชื่อมต่อกับโครงข่ายของการไฟฟ้า ทำให้ผู้ใช้สามารถใช้ไฟฟ้าจากทั้งสองแหล่งได้ คือ จากแผงโซล่าเซลล์และจากการไฟฟ้า
นอกจากนี้ เมื่อแผงโซล่าเซลล์ผลิตไฟฟ้าได้มากกว่าความต้องการใช้งาน เจ้าของระบบสามารถขายไฟฟ้าส่วนเกินนี้กลับคืนให้การไฟฟ้า เป็นช่องทางการสร้างรายได้อีกหนึ่งรูปแบบนั่นเอง
ทั้งนี้ ก่อนติดตั้งระบบโซล่าเซลล์แบบออนกริด ผู้ใช้จำเป็นต้องขออนุญาตจากการไฟฟ้าก่อน เนื่องจากเป็นการเชื่อมต่อกับระบบไฟฟ้าของการไฟฟ้า ซึ่งขั้นตอนนี้อาจใช้เวลาประมาณ 1 - 2 เดือน โดยส่วนใหญ่บริษัทติดตั้งโซล่าเซลล์นั้นมีบริการในการดำเนินงานส่วนนี้ให้ เพื่ออำนวยความสะดวกแก่เจ้าของระบบ
การทำงานของอินเวอร์เตอร์ออนกริดเป็นอย่างไร
อินเวอร์เตอร์ออนกริด มีกลไกการทำงานที่ซับซ้อนในการผลิตพลังงาน โดยสามารถสรุปขั้นตอนการทำงานเบื้องต้นได้ดังนี้
1. เริ่มต้นทำงาน
ในตอนเช้าเมื่อแสงอาทิตย์เริ่มส่องกระทบแผงโซล่าเซลล์ แผงจะเริ่มผลิตไฟฟ้ากระแสตรง (DC) โดยอินเวอร์เตอร์จะตรวจจับแรงดันไฟฟ้าจากแผงโซล่าเซลล์ แล้วเมื่อมีแรงดันไฟฟ้าเพียงพอ (ประมาณ 120-150 โวลต์ ขึ้นอยู่กับรุ่นและผู้ผลิต) อินเวอร์เตอร์จะเริ่มกระบวนการทำงาน
โดยอินเวอร์เตอร์จะเริ่มซินโครไนซ์คุณสมบัติของไฟฟ้าที่จะผลิตให้ตรงกับไฟฟ้าจากการไฟฟ้า โดยปกติจะใช้เวลาประมาณ 30 วินาทีถึง 5 นาที (ขึ้นอยู่กับรุ่นและมาตรฐานของแต่ละประเทศ) หลังจากซินโครไนซ์เสร็จสิ้น อินเวอร์เตอร์จะเริ่มแปลงไฟฟ้ากระแสตรงจากแผงให้กลายเป็นไฟฟ้ากระแสสลับเพื่อนำไปใช้งาน
2. จัดการการใช้ไฟฟ้า
อินเวอร์เตอร์จะคอยตรวจสอบว่ามีไฟฟ้าจากการไฟฟ้าหรือไม่ และวิเคราะห์คุณสมบัติของไฟฟ้านั้น เช่น ความถี่ แรงดัน และเฟส โดยระบบจะจัดลำดับความสำคัญโดยใช้ไฟฟ้าจากแผงโซล่าเซลล์ก่อน หากไม่เพียงพอจึงดึงไฟฟ้าจากการไฟฟ้ามาใช้เพิ่มเติม ทั้งนี้ หากไม่มีไฟฟ้าจากการไฟฟ้า อินเวอร์เตอร์จะไม่ทำงานเพื่อความปลอดภัย
3. สิ้นสุดการทำงาน
เมื่อแสงอาทิตย์ลดลงในช่วงเย็น แรงดันไฟฟ้าจากแผงโซล่าเซลล์จะลดลงเรื่อยๆ จนถึงระดับที่กำหนด (ประมาณ 80 - 100 โวลต์ ขึ้นอยู่กับรุ่นและผู้ผลิต) อินเวอร์เตอร์จะหยุดการทำงานโดยอัตโนมัติ และระบบจะกลับไปใช้ไฟจากการไฟฟ้าเพียงอย่างเดียว
4. ตรวจสอบการทำงาน
อินเวอร์เตอร์ออนกริดรุ่นใหม่ส่วนใหญ่มีระบบเก็บข้อมูลการทำงานและการผลิตไฟฟ้า ซึ่งเจ้าของระบบสามารถดูข้อมูลได้ผ่านจอแสดงผลบนอินเวอร์เตอร์ (ขึ้นอยู่กับแบรนด์ผู้ผลิต) หรือผ่านแอปพลิเคชันบนสมาร์ทโฟน ทำให้ผู้ใช้สามารถติดตามประสิทธิภาพและสถานะการทำงานของระบบได้ หากเกิดข้อผิดพลาดหรือมีอุปกรณ์ขัดข้อง ก็สามารถแจ้งบริษัทติดตั้งโซล่าเซลล์ให้เข้ามาดำเนินการซ่อมบำรุงได้ทันที
นอกจากนี้ อินเวอร์เตอร์ออนกริดบางรุ่นอาจมีการติดตั้งระบบความปลอดภัยเพิ่มเติม เช่น Rapid Shutdown ลดแรงดันไฟฟ้าให้อยู่ในระดับที่ปลอดภัยเมื่อเกิดเหตุการณ์ฉุกเฉิน เช่น ไฟไหม้ ไฟฟ้าขัดข้อง หรือระบบ AFCI (Arc Fault Circuit Interrupter) ที่ช่วยป้องกันไฟฟ้าลัดวงจร ป้องกันการเกิดเพลิงไหม้จากประกายไฟ และระบบอื่นๆ เพื่อให้ระบบทำงานได้อย่างปลอดภัย
ประเภทของอินเวอร์เตอร์ออนกริด
อินเวอร์เตอร์ออนกริดมีหลายประเภท แต่ละประเภทมีคุณสมบัติและความเหมาะสมกับการใช้งานที่แตกต่างกัน ซึ่งในปัจจุบันสามารถจำแนกออกเป็น 3 ประเภทหลัก ได้แก่
1. อินเวอร์เตอร์ออนกริดแบบสตริง (String Inverter)
String Inverter ถือเป็นอินเวอร์เตอร์พื้นฐานที่ใช้ในระบบโซล่าเซลล์สำหรับบ้านและอาคารขนาดเล็กถึงขนาดกลาง โดยจะมีการวางระบบตั้งแต่การเชื่อมต่อแผงโซล่าเซลล์หลายแผงเป็นอนุกรม (String) แล้วจึงเชื่อมต่อเข้ากับอินเวอร์เตอร์ 1 ตัว ซึ่งอินเวอร์เตอร์จะแปลงไฟฟ้ากระแสตรงจากทุกแผงพร้อมกัน
อินเวอร์เตอร์ออนกริดประเภทนี้มีราคาถูกกว่าประเภทอื่นๆ สามารถติดตั้งได้ง่าย ไม่ซับซ้อน มีประสิทธิภาพสูงในสภาพแสดงแดดที่เหมาะสม นอกจากนี้ ด้วยระบบที่มีการออกแบบไม่ซับซ้อนมากนัก จึงทำการบำรุงรักษาได้ง่าย อย่างไรก็ตาม
2. อินเวอร์เตอร์ออนกริดแบบไมโครอินเวอร์เตอร์ (Micro Inverter)
Micro Inverter คือ อินเวอร์เตอร์ขนาดเล็กที่จะติดตั้งแบบหนึ่งตัวต่อหนึ่งแผงโซล่าเซลล์ และจะแปลงไฟฟ้ากระแสตรงเป็นไฟฟ้ากระแสสลับที่แผงทันที นอกจากนี้ การติดตั้งอินเวอร์เตอร์แยกกันส่งผลให้แต่ละแผงสามารถทำงานอิสระจากกัน จึงไม่ได้รับผลกระทบจากแผงอื่นที่มีประสิทธิภาพต่ำกว่า ลดการเกิดปัญหา Mismatch Loss และมอบประสิทธิภาพการผลิตโดยรวมสูงกว่าอินเวอร์เตอร์แบบสตริง จึงตอบโจทย์อาคารหรือสถานที่ที่ติดตั้งแผงโซล่าเซลล์หลายทิศทาง หรือมีเงาบดบังบางส่วน
ทั้งนี้ ด้วยการออกแบบระบบที่มีความซับซ้อนและจำนวนไมโครอินเวอร์เตอร์ที่ต้องใช้ต่อแผง ทำให้ต้องใช้ต้นทุนที่สูงกว่า และต้องอาศัยผู้ติดตั้งที่มีความเชี่ยวชาญในการออกแบบและซ่อมบำรุงระบบ
3. อินเวอร์เตอร์ออนกริดแบบ Power Optimizer
Power Optimizer เป็นอุปกรณ์ในระบบโซล่าเซลล์ที่มีหลักการทำงานคล้ายกับ Micro Inverter โดย Power Optimizer จะถูกนำมาติดตั้งที่แผงโซล่าเซลล์แต่ละแผง ทำให้แต่ละแผงจะทำงานอย่างอิสระ โดยมีอินเวอร์เตอร์ 1 ตัวเพื่อแปลงไฟฟ้าจากกระแสตรงเป็นกระแสสลับ
ทั้งนี้ ใน Power Optimizer นั้นมีเทคโนโลยี MPPT (Maximum Power Point Tracking) ติดตั้งแบบ Built-In ที่สามารถติดตามจุดพลังงานสูงสุดของแผงโซลาร์เซลล์แต่ละแผง พร้อมปรับแรงดันและกระแสไฟฟ้าให้เหมาะสม ช่วยให้แผงโซล่าเซลล์แต่ละแผงผลิตพลังงานได้เต็มประสิทธิภาพ แม้ในสภาวะที่ไม่เหมาะสม เช่น เงาบดบังแผงโซล่าเซลล์บางส่วน, ฝุ่นบนแพงโซล่าร์เซลล์ เป็นต้น ซึ่งแผงที่ได้รับแสงแดดเต็มที่ก็ยังคงสามารถผลิตไฟฟ้าได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ นอกจากนี้ เจ้าของระบบยังสามารถติดตามข้อมูลการทำงานของแต่ละแผง เช่น แรงดันไฟฟ้า กระแสไฟฟ้า กำลังไฟฟ้า และอุณหภูมิ ทำให้ทราบถึงปัญหาที่อาจเกิดขึ้นและแก้ไขได้อย่างแม่นยำ
แม้อินเวอร์เตอร์ออนกริดที่ติดตั้งร่วมกับ Power Optimizer จะสามารถผลิตพลังงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่ก็มีราคาที่สูงกว่าอินเวอร์เตอร์แบบสตริง ต้องอาศัยผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางในการติดตั้งและบำรุง และหากอินเวอร์เตอร์หลักเสียหาย ระบบทั้งหมดอาจไม่สามารถทำงานได้
ข้อดี
- มีแหล่งจ่ายไฟฟ้าจากทั้งสองทาง - ระบบสามารถใช้ไฟฟ้าจากทั้งแผงโซล่าเซลล์และการไฟฟ้า ทำให้มีความเสถียรและความมั่นคงในการใช้งานสูง โดยผู้ใช้งานไม่ต้องกังวลว่าจะไม่มีไฟฟ้าใช้เมื่อแผงโซล่าเซลล์ผลิตไฟฟ้าได้ไม่เพียงพอในวันที่มีแสงแดดน้อย
- ลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงาน - อินเวอร์เตอร์ออนกริดในระบบโซล่าเซลล์สามารถประหยัดค่าไฟฟ้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะในช่วงกลางวันที่มีแสงแดดมาก ซึ่งเป็นช่วงที่ใช้ไฟฟ้าจากแผงโซล่าเซลล์แทนไฟฟ้าจากการไฟฟ้า ในหลายกรณี สามารถลดค่าไฟฟ้าได้ถึง 30 - 70% ขึ้นอยู่กับขนาดของระบบและปริมาณการใช้ไฟฟ้า
- ไม่จำเป็นต้องใช้แบตเตอรี่ - ระบบที่ใช้งานอินเวอร์เตอร์ออนกริดนั้นไม่จำเป็นต้องติดตั้งแบตเตอรี่เพิ่มเติม ซึ่งเป็นข้อได้เปรียบสำคัญที่ช่วยลดต้นทุนในการติดตั้งและบำรุงรักษา เนื่องจากแบตเตอรี่โซล่าเซลล์ส่วนใหญ่ในตลาดมักมีราคาสูงและมีอายุการใช้งานจำกัด (ประมาณ 5-10 ปี) ทำให้ระบบออนกริดมีความคุ้มค่าในระยะยาวมากกว่า
- มีโอกาสขายไฟฟ้าส่วนเกิน - ปัจจุบัน การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคและการไฟฟ้านครหลวงนั้นมีนโยบายรับซื้อไฟฟ้า เจ้าของระบบสามารถขายไฟฟ้าส่วนเกินกลับคืนให้การไฟฟ้าได้ ซึ่งเป็นการสร้างรายได้เพิ่มเติมหรือช่วยลดค่าไฟฟ้าได้มากขึ้น อย่างไรก็ตาม จำเป็นต้องตรวจสอบโควตาและกฎระเบียบของการไฟฟ้า เพื่อให้แน่ใจว่าระบบที่ติดตั้งนั้นเข้าเกณฑ์การรับซื้อ
- ระบบมีความเรียบง่าย - อินเวอร์เตอร์ออนกริดสามารถติดตั้งและใช้งานได้ง่าย ไม่ซับซ้อน เมื่อเทียบกับระบบออฟกริด (Off-Grid) หรือไฮบริด (Hybrid) ที่ต้องอาศัยแบตเตอรี่และอุปกรณ์ควบคุมเพิ่มเติม ทำให้การบำรุงรักษาง่ายและมีโอกาสเกิดปัญหาน้อยกว่า
- อายุการใช้งานยาวนาน - อินเวอร์เตอร์ออนกริดส่วนใหญ่มีอายุการใช้งานประมาณ 10-15 ปี และมีการรับประกันจากผู้ผลิต ในขณะที่แผงโซล่าเซลล์มีอายุการใช้งานีราว 25-30 ปี ทำให้ระบบมีความคุ้มค่าในระยะยาว
- เพิ่มมูลค่าให้กับอสังหาริมทรัพย์ - บ้านหรืออาคารที่ติดตั้งระบบโซล่าเซลล์ออนกริดจะมีมูลค่าสูงขึ้น เนื่องจากเป็นอาคารที่ประหยัดพลังงานและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มขึ้นหากต้องการขายหรือปล่อยเช่าในอนาคต
ข้อเสีย
- ไม่สามารถใช้งานได้เมื่อไฟฟ้าจากการไฟฟ้าดับ หากไม่ติดตั้งแบตเตอรี่ในระบบ - เมื่อไฟจากการไฟฟ้าดับอินเวอร์เตอร์ออนกริดจะหยุดทำงานทันที แม้ว่าแผงโซล่าเซลล์ยังคงผลิตไฟฟ้าได้ก็ตาม ซึ่งเป็นคุณสมบัติความปลอดภัยที่สำคัญเพื่อป้องกันไฟฟ้าย้อนกลับเข้าสู่ระบบสายส่งที่กำลังซ่อมแซม ซึ่งเป็นข้อจำกัดสำคัญที่ควรพิจารณา
- ประสิทธิภาพขึ้นอยู่กับสภาพอากาศ - การผลิตไฟฟ้าของระบบโซล่าเซลล์ขึ้นอยู่กับความเข้มของแสงแดด ทำให้ประสิทธิภาพลดลงในวันที่มีเมฆมาก ฝนตก หรือช่วงที่มีหมอกควัน การคาดการณ์ปริมาณไฟฟ้าที่ผลิตได้จึงมีความไม่แน่นอน
- ต้องขออนุญาตจากการไฟฟ้า - ก่อนติดตั้งระบบออนกริด จำเป็นต้องขออนุญาตจากการไฟฟ้าก่อน ซึ่งอาจใช้เวลานานและมีขั้นตอนที่ซับซ้อน ในบางพื้นที่อาจมีข้อจำกัดด้านกำลังการผลิตที่สามารถเชื่อมต่อกับระบบไฟฟ้าได้
- มีข้อจำกัดด้านพื้นที่ติดตั้ง - ประสิทธิภาพของระบบขึ้นอยู่กับทิศทางและมุมของหลังคา ในบางกรณี อาจจำเป็นต้องตัดต้นไม้หรือปรับปรุงโครงสร้างของหลังคาเพื่อให้ได้ประสิทธิภาพสูงสุด ซึ่งอาจเพิ่มค่าใช้จ่ายในการติดตั้ง
Micro Inverter หรือ On-Grid Inverter ชนิดอื่นๆ เลือกแบบไหนดี?
เชื่อว่าในเลือกระบบโซล่าเซลล์ หลายคนมักเปรียบเทียบระหว่าง Micro Inverter และ On-Grid Inverter แบบ String เนื่องจากทั้งสองระบบมีข้อดีและข้อจำกัดที่แตกต่างกัน ดังนั้นการทำความเข้าใจระหว่างอินเวอร์เตอร์ทั้งสองประเภทจึงสำคัญต่อการตัดสินใจเลือกระบบที่เหมาะสมกับความต้องการมากที่สุด โดยมีข้อแนะนำแบ่งออกเป็นสองกรณี ดังนี้
1. กรณีต้องการจำกัดงบประมาณ
สามารถเลือก String On-Grid Inverter หรือ Grid-Tie Inverter ทั่วไปที่มีข้อได้เปรียบในเรื่องของต้นทุนการติดตั้งที่ต่ำกว่า เนื่องจากใช้อินเวอร์เตอร์เพียงตัวเดียวสำหรับแผงโซล่าเซลล์ทั้งระบบ อีกทั้งยังติดตั้งง่าย ไม่จำเป็นต้องเชื่อมต่ออุปกรณ์อื่นๆ อย่างแบตเตอรี่หรือระบบสำรองไฟ
อย่างไรก็ตาม เนื่องจากเป็นระบบที่เชื่อมต่อเข้าอินเวอร์กับเพียงตัวเดียว จึงมีกำลังการผลิตไฟฟ้าที่จำกัด หากแผงใดแผงหนึ่งถูกเงาบดบังหรือมีความเสียหาย ก็อาจส่งผลให้ประสิทธิภาพการผลิตไฟฟ้าลดลง นอกจากนี้ String Inverter ยังมีระบบความปลอดภัยที่ด้อยกว่า Microinverter และ Power Optimizer อีกด้วยเช่นกัน
ส่วนผู้ที่ต้องการติดตั้งระบบโซล่าเซลล์ที่มีขนาด 200kWp ขึ้นไป จำเป็นต้องมีฟังกชัน Rapid Shutdown ตามข้อกำหนดและมาตรฐานของวสท. ซึ่งต้องมีอุปกรณ์แยกรายแผงอย่าง Power Optimizer หรืออุปกรณ์ Rapid Shutdown เพิ่มเติมมา ซึ่งจะให้ความปลอดภัยที่มากกว่า
2. กรณีที่มีงบประมาณมากขึ้น
เพื่อให้ได้ความปลอดภัยตามมาตรฐานสากลและความสบายใจในการใช้งาน แนะนำให้เลือกติดตั้ง Micro Inverter หรือ Power Optimizer ที่เป็นอุปกรณ์ที่ติดตั้งแยกกันบนแผงโซลาร์เซลล์แต่ละแผง ส่งผลให้แต่ละแผงทำงานแยกกันอย่างอิสระ หากแผงใดแผงหนึ่งถูกเงาบังหรือเสื่อมสภาพ แผงอื่นๆ จะยังคงทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ที่สำคัญคือ Micro Inverter และ Power Optimizer มีฟังก์ชัน Rapid Shutdown ที่สามารถตัดกระแสไฟฟ้าได้ตั้งแต่หลังแผงโซล่าเซลล์ ดังนั้นเจ้าหน้าที่กู้ภัยหรือนักดับเพลิงสามารถเข้าปฎิบัติงานได้อย่างปลอดภัยและทันการณ์ อีกทั้งได้ระบบที่ผลิตไฟได้อย่างมีประสิทธิภาพ และดูแลตรวจสอบระบบได้อย่างละเอียด
ข้อเสียหลักของการติดตั้ง Micro Inverter คือ ความต้องการในการใช้พื้นที่มากกว่า ใช้ต้นทุนที่สูงกว่า และยังมีความซับซ้อนในการติดตั้งมากกว่า จึงต้องใช้บริการบริษัทติดตั้งโซล่าเซลล์ที่มีความเชี่ยวชาญ อีกทั้ง Micro Inverter ที่ติดตังบนหลังคาต้องเจอกับอุณหภูมิที่สูงตลอดเวลา ส่งผลให้ประสิทธิภาพการแปลงไฟลดลง นอกจากนี้ Micro Inverter อาจไม่เข้ากับแผงโซล่าเซลล์บางชนิด (Incompatible) จึงแปลงไฟฟ้าได้ช้าว่าที่แผงผลิต ทำให้สูญเสียโอกาสในการผลิตพลังงาน ทั้งนี้ หากเป็นระบบที่ใช้งาน Power Optimizer จะมีต้นทุนและข้อจำกัดการใช้งานที่น้อยกว่า Micro Inverter ที่ขนาด 30 kW ขึ้นไปโดยประมาณ
จะเห็นได้ว่าทั้ง String On-Grid Inverter, Micro Inverter และ Power Optimizer นั้นมีข้อดีและข้อจำกัดที่ต่างกันไป สำหรับผู้ที่ต้องการระบบโซล่าเซลล์ที่สมารถผลิตพลังงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ แต่ยังคงมีความคุ้มค่า และมีความปลอดภัยสูง ทาง SolarEdge Home ก็ได้ออกแบบ Power Optimizer ที่สามารถเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตพลังงานสูงสุดถึง 99.5% มาพร้อมเทคโนโลยี MPPT รายแผง ช่วยให้แผงโซล่าเซลล์ทำงานโดยอิสระแยกออกจากกัน ผลิตพลังงานได้เต็มที่ แม้บางแผงถูกเงาบดบังบางส่วน และผ่านมาตรฐานความปลอดภัยตามข้อกำหนดของวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย (วสท.) ทั้ง NEC2020, UL1741 และ UL3741 นอกจากนนี้ยังมีฟีเจอร์ความปลอดภัยแบบ Built-In เช่น Sense Connect, SafeDC™ และ Rapid Shutdown ร่วมด้วย
ทำไมอินเวอร์เตอร์ออนกริดจึงเป็นที่นิยมมากกว่าระบบอื่น?
ปฏิเสธไม่ได้ว่าอินเวอร์เตอร์ออนกริดได้รับความมากกว่าระบบอื่นๆ เนื่องจากมีข้อได้เปรียบหลายประการที่ตอบโจทย์การใช้งานในครัวเรือนและธุรกิจ ดังนี้
1. ต้นทุนเริ่มต้นต่ำกว่า
เมื่อมีแหล่งจ่ายไฟฟ้าจากทั้งแผงโซล่าเซลล์และการไฟฟ้า เจ้าของระบบก็ไม่จำเป็นต้องลงทุนในแบตเตอรี่ที่มีราคาแพง ซึ่งอาจมีมูลค่าถึง 30 - 50% ของต้นทุนทั้งระบบ ทำให้ระบบมีราคาติดตั้งเริ่มต้นต่ำกว่าระบบออฟกริดหรือไฮบริดอย่างมีนัยสำคัญ
2. คืนทุนได้เร็วกว่า
ด้วยต้นทุนที่ต่ำกว่าและการประหยัดค่าไฟฟ้าในช่วงกลางวัน ทำให้ระบบออนกริดสามารถคืนทุนได้เร็วกว่า โดยทั่วไปอยู่ที่ประมาณ 5-8 ปี เทียบกับระบบออฟกริดหรือไฮบริดที่อาจใช้เวลาถึง 10 - 15 ปี ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับขนาดระบบ พฤติกรรมการใช้ไฟฟ้า และอัตราค่าไฟฟ้าในแต่ละพื้นที่
3. การบำรุงรักษาที่น้อยกว่า
ระบบออนกริดที่ไม่ได้ติดตั้งร่วมกับแบตเตอรี่นั้นไม่จำเป็นต้องใช้ต้นทุนในการซ่อมบำรุงมากนัก เพราะแบตเตอรี่ถือเป็นส่วนประกอบที่ต้องการการบำรุงรักษาและเปลี่ยนทดแทนบ่อยที่สุดในระบบโซล่าเซลล์ โดยแบตเตอรี่มีอายุการใช้งานประมาณ 5 - 10 ปี และมีค่าใช้จ่ายในการเปลี่ยนทดแทนค่อนข้างสูง นอกจากนี้ แบตเตอรี่ยังต้องการสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมและการดูแลเพื่อยืดอายุการใช้งาน
4. เหมาะกับพฤติกรรมการใช้ไฟฟ้าในเขตเมือง
ในเขตเมืองที่มีระบบไฟฟ้าเสถียร ไฟฟ้าดับน้อยครั้ง การลงทุนในแบตเตอรี่โซล่าเซลล์อาจไม่คุ้มค่า นอกจากนี้ ในเขตเมืองส่วนใหญ่มีการใช้ไฟฟ้าในเวลากลางวันสูง เช่น อาคารสำนักงาน ร้านค้า โรงงาน หรือสถานศึกษา ซึ่งตรงกับช่วงเวลาที่ระบบโซล่าเซลล์ผลิตไฟฟ้าได้มากที่สุด อินเวอร์เตอร์ออนกริดจึงเป็นที่นิยมสูงในกลุ่มลูกค้าที่อาศัยอยู่ในเมืองนั่นเอง
5. ความเรียบง่ายในการติดตั้งและการใช้งาน
ระบบออนกริดมีความซับซ้อนน้อยกว่า ทำให้ง่ายต่อการติดตั้ง ตั้งค่า และใช้งาน อีกทั้งมีโอกาสเกิดปัญหาน้อย เนื่องจากมีส่วนประกอบน้อยกว่า
6. นโยบายสนับสนุนจากภาครัฐ
ในประเทศไทยมีนโยบายสนับสนุนการติดตั้งระบบโซล่าเซลล์ออนกริด เช่น การลดหย่อนภาษีสำหรับภาคธุรกิจ และนโยบายการรับซื้อไฟฟ้าคืน ซึ่งเป็นการช่วยส่งเสริมการติดตั้งระบบออนกริดจนกลายเป็นที่นิยมในปัจจุบัน
จากที่กล่าวมา พูดได้ว่าอินเวอร์เตอร์ออนกริดเป็นหนึ่งหัวใจสำคัญของระบบโซล่าเซลล์ที่ได้รับความนิยมสูงสุดในปัจจุบัน ที่มอบข้อได้เปรียบหลายประการเมื่อเทียบกับระบบอื่น ไม่ว่าจะเป็นต้นทุนเริ่มต้นที่ต่ำกว่า การคืนทุนที่เร็วกว่า ความเรียบง่ายในการติดตั้งและใช้งาน และการบำรุงรักษาที่น้อยกว่า อย่างไรก็ตาม ระบบนี้ก็มีข้อจำกัดที่ควรพิจารณาเช่นกัน
สำหรับผู้ที่สนใจติดตั้งระบบโซล่าเซลล์แบบออนกริด ควรพิจารณาปัจจัยต่างๆ ในการเลือกอินเวอร์เตอร์ที่เหมาะสม เช่น ขนาดกำลังการผลิต ประสิทธิภาพ ฟังก์ชันและฟีเจอร์ ไปจนถึงความน่าเชื่อถือของแบรนด์ผู้ผลิต การสนับสนุนและบริการหลังการขาย และความคุ้มค่าในระยะยาว อีกทั้งควรปรึกษากับผู้เชี่ยวชาญหรือบริษัทที่มีประสบการณ์ในการติดตั้งระบบโซล่าเซลล์ เพื่อให้ได้ระบบที่มีประสิทธิภาพสูงสุดและตรงกับความต้องการใช้งาน
SolarEdge Technologies เป็นผู้นำระดับโลกด้านเทคโนโลยีพลังงานหมุนเวียน โดยใช้วิศวกรรมและนวัตกรรมระดับโลกในการพัฒนาโซลูชันพลังงานแสงอาทิตย์สำหรับกลุ่มลูกค้าในภาคที่อยู่อาศัย ภาคพาณิชย์ และภาคสาธารณูปโภค SolarEdge นำเสนอโซลูชันที่ปรับให้เหมาะสมสำหรับการผลิต การจัดเก็บ การจัดการ และการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ บริษัทพัฒนาและผลิตอินเวอร์เตอร์พลังงานแสงอาทิตย์ Power Optimizer ระบบจัดการและเพิ่มประสิทธิภาพพลังงาน ระบบจัดเก็บพลังงาน และบริการโครงข่ายไฟฟ้า
เทคโนโลยี DC-Optimized ของ SolarEdge ถูกติดตั้งในบ้านหลายล้านหลังในกว่า 140 ประเทศ และมากกว่า 50% ของบริษัท Fortune 100 มีการใช้งานเทคโนโลยีของ SolarEdge บนหลังคาของพวกเขา SolarEdge มีบทบาทสำคัญในการเร่งการเปลี่ยนผ่านไปสู่โครงข่ายพลังงานแบบกระจายที่ยั่งยืนและมีประสิทธิภาพ
นอกจากนี้ บริษัทยังมีบริการหลังการขายที่ครอบคลุม เพื่อตอบสนองความต้องการของทั้งเจ้าของบ้านและภาคธุรกิจ และเป็นหนึ่งในแบรนด์ที่ให้การรับประกันที่ยาวนานที่สุดในตลาดอีกด้วย
ติดต่อเรา
กรอกแบบฟอร์ม คลิก
LINE Official: SolarEdge Thailand
ติดตามข่าวสารใหม่ๆ จาก SolarEdge
Facebook: SolarEdge Technologies Inc.
Instagram: @solaredgepv
X: @SolarEdgePV
LinkedIn: SolarEdge Technologies