เตรียมตัวติดตั้ง EV Charger ที่บ้าน ควรทำอะไร เตรียมงบเท่าไหร่?
สารบัญ
- ตรวจสอบให้พร้อมก่อนติดตั้ง EV Charger ที่บ้าน
- เลือก EV Charger แบบ Normal Charge หรือ Double Speed Charge ดีกว่ากัน?
- ติดตั้ง EV Charger ที่บ้าน ต้องขออนุญาตไหม
- ติดตั้งที่ชาร์จรถไฟฟ้าที่บ้าน ราคาเท่าไหร่
- ปัจจัยควรพิจารณาเพิ่มเติม ก่อนติดตั้ง EV Charger ที่บ้าน
- วางแผนติดตั้ง EV Charger ที่บ้าน เลือกผลิตภัณฑ์โซล่าเซลล์จาก SolarEdge
- พบกับ SolarEdge EV Charger โซลูชันเครื่องชาร์จอัจฉริยะ เร็วๆ นี้ในประเทศไทย
- คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการติดตั้งที่ชาร์จรถไฟฟ้าที่บ้าน
ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา กระแสที่เป็นที่นิยมอย่างมากก็คือการหันมาใช้งานรถยนต์ไฟฟ้าหรือ “รถ EV (Electric Vehicle)” และผู้บริโภคยุคใหม่ก็มีแนวโน้มที่จะซื้อรถยนต์ไฟฟ้ามากขึ้น เนื่องจากเป็นทางเลือกในการประหยัดค่าใช้จ่ายในระยะยาวที่มีประสิทธิภาพ
ทั้งนี้ สิ่งสำคัญที่ผู้ใช้รถยนต์ไฟฟ้าจำเป็นต้องพิจารณาควบคู่กันคือการติดตั้ง EV Charger ที่บ้าน เพื่ออำนวยสะดวกในการชาร์จแบตเตอรี่ ฉะนั้นมาดูกันว่า ควรเตรียมตัวอย่างไรในการติดตั้งที่ชาร์จรถไฟฟ้าที่บ้าน การขออนุญาตหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ราคาการติดตั้งโดยคร่าวๆ และการใช้ระบบโซล่าเซลล์ในการชาร์จแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้า
ตรวจสอบให้พร้อมก่อนติดตั้ง EV Charger ที่บ้าน
ขั้นตอนแรกในการเตรียมติดตั้งที่ชาร์จรถไฟฟ้าที่บ้าน คือ การสำรวจปัจจัยต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง เริ่มตั้งแต่มิเตอร์ไฟฟ้าไปจนถึงประเภทของหัวชาร์จ โดยทั่วไปมี 4 องค์ประกอบสำคัญที่เจ้าของบ้านควรตรวจสอบ ได้แก่
1. ตรวจสอบขนาดมิเตอร์ไฟฟ้า
อันดับแรก ให้สำรวจว่ามิเตอร์ที่ใช้งานมีขนาดเท่าไหร่ โดยสามารถสังเกตได้จากคำว่า Phase หรือ Type บนมิเตอร์ไฟฟ้า ซึ่งมิเตอร์ไฟฟ้าในบ้านเรือนทั่วไปมักเป็นแบบ Single-Phase 15(45)A หรือ “มิเตอร์ไฟฟ้า 1 เฟส” เป็นกำลังไฟที่ไม่เพียงพอต่อการใช้งาน EV Charger ที่อาจต้องการกำลังไฟสูงถึง 32A หากยังใช้มิเตอร์ตัวเดิมเพื่อชาร์จรถไฟฟ้าและใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้านไปพร้อมกัน อาจทำให้กำลังไฟไม่เพียงพอและมีโอกาสใช้ไฟเกิน (Overload) จึงควรเปลี่ยนมิเตอร์ไฟฟ้าให้เป็นขนาดที่ใหญ่ขึ้น เพื่อความปลอดภัยและประสิทธิภาพในการใช้งาน
โดยทางการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) แนะนำให้เปลี่ยนเป็นมิเตอร์เป็นขนาด Single-Phase 30(100)A หรือแบบ 3-Phase 15(45)A นอกจากนี้ การเพิ่มขนาดมิเตอร์ไฟฟ้าต้องมีการเปลี่ยนสายไฟฟ้าภายในบ้านใหม่ รวมถึงเปลี่ยนตู้ Consumer Unit และ Breaker ให้เหมาะกับการใช้งาน อย่างไรก็ตาม ยังมีทางเลือกอื่นๆ เช่น การติดตั้ง EV Charger ที่บ้านเพิ่มจากโหลดการใช้ไฟฟ้าเดิม โดยเป็นการติดตั้งสายเมนวงจรที่สองสำหรับ EV Charger โดยเฉพาะ หรือติดตั้งมิเตอร์ลูกที่ 2 สำหรับชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าโดยเฉพาะ
การเลือกขนาดมิเตอร์ที่เหมาะสมนั้นขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายประการ เช่น ขนาดของ EV Charger ที่ต้องการติดตั้ง จำนวนเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้าน และพฤติกรรมการใช้ไฟฟ้าของผู้อยู่อาศัย โดยควรให้ผู้เชี่ยวชาญเข้ามาประเมินความต้องการใช้ไฟฟ้าโดยรวม
2. ตรวจสอบประเภทหัวปลั๊กรถยนต์
การเลือกประเภทหัวปลั๊กที่เหมาะสมเป็นปัจจัยสำคัญในการติดตั้ง Wall Charger ที่บ้าน โดยในตลาดรถยนต์ไฟฟ้าปัจจุบันมีการใช้หัวชาร์จหลากหลายประเภท โดยสามารถแบ่งออกเป็น 3 รูปแบบหลัก ได้แก่
หัวชาร์จธรรมดา (Normal Charger)
หัวชาร์จที่ออกแบบให้ต่อจากเต้ารับไฟฟ้าภายในบ้านได้โดยตรง ซึ่งมักใช้เวลาชาร์จประมาณ 12 - 16 ชั่วโมง และมีการแบ่งประเภทย่อยอีก 2 แบบ คือ
- Type 1 - หัวต่อแบบ 5 Pin ที่รองรับกระแสไฟฟ้า 32 A / 250 V
- Type 2 - หัวต่อแบบ 7 Pin ที่รองรับกระแสไฟฟ้า 70A / 250V และ 3 Phase 63A / 480 V
หัวชาร์จ Double Speed Charger หรือ Wall Box
หัวชาร์จที่เป็นที่นิยมใช้ในการติด Wall Charger ซึ่งมีความปลอดภัยมากกว่า Normal Charger และใช้เวลาชาร์จน้อยกว่า เฉลี่ยอยู่ที่ 4 - 7 ชั่วโมง ขึ้นอยู่กับขนาดของ Wall Box โดยสามารถแบ่งหัวชาร์จได้เป็น 2 แบบย่อย คือ
- Type 1 - ใช้กระแสไฟฟ้า AC แบบ 1 เฟส รองรับกระแสไฟฟ้า 16A, 40A และ 48A / 240 V
- Type 2 - ใช้กระแสไฟฟ้า AC แบบ 3 เฟส รองรับกระแสไฟฟ้า 16A และ 32 A / 250 V
หัวชาร์จแบบชาร์จเร็ว (Quick Charger)
หัวชาร์จแบบชาร์จเร็วต่างจากสองประเภทข้างต้น เพราะใช้งานไฟฟ้ากระแสตรง (DC) จึงสามารถชาร์จไฟฟ้าได้รวดเร็วกว่ามาก โดยเฉลี่ยสามารถชาร์จแบตเตอรตี่รถไฟฟ้าจาก 0-80% ได้ภายใน 30-60 นาที โดย Quick Charger จะมีหัวชาร์จด้วยกัน 3 ประเภทย่อย ดังนี้
- CHAdeMO - หัวชาร์จที่เป็นมาตรฐานจากประเทศญี่ปุ่น รองรับการชาร์จด้วยความเร็วสูงสุด 100 kW มีขนาดกะทัดรัด น้ำหนักเบา สามารถปลดล็อกได้ที่ตัวหัวชาร์จเองเลย
- CSS - ชื่อเต็มคือ Combined Charging System ที่นำหัวชาร์จแบบ AC Type 2 มาผสมกับ DC จึง มีกำลังในการชาร์จสูงสุดถึง 350 kW และเป็นหัวชาร์จที่นิยมใช้ในแบรนด์รถยุโรปและจีน
- GB/T - เป็นนวัตกรรมหัวชาร์จจากประเทศจีนที่มีทั้งแบบ AC ที่รองรับกระแสไฟฟ้า 10A, 16A และ 32A/250-440 V และ DC ที่รองรับกระแสไฟฟ้า 80A, 125A, 200A และ 250A/750-1,000
ในประเทศไทยนิยมใช้งานหัวชาร์จแบบ Type 2 เป็นมาตรฐาน ทำให้รถยนต์ไฟฟ้าส่วนใหญ่ที่จำหน่ายในประเทศจะใช้หัวชาร์จประเภทนี้เป็นหลัก ส่วนหัวชาร์จแบบ DC ก็มีการใช้งานทั้ง CSS และ CHAdeMO อย่างไรก็ตาม ผู้ใช้ควรตรวจสอบประเภทหัวชาร์จของรถยนต์ตนเองให้แน่ชัดก่อนเลือกซื้อเครื่องชาร์จ
3. ตรวจสอบ On Board Charger ของรถยนต์ไฟฟ้า
On Board Charger เป็นระบบสำคัญที่ควบคุมการรับกระแสไฟฟ้าของรถยนต์ไฟฟ้า ซึ่งมีผลโดยตรงต่อความเร็วในการชาร์จ โดยทั่วไป On Board Charger จะมีขนาดตั้งแต่ 3.6 kW ไปจนถึง 22 kW ขึ้นอยู่กับรุ่นและยี่ห้อของรถ การเลือกขนาดของ EV Charger ควรสอดคล้องกับขนาดของ On Board Charger ของรถยนต์ เพื่อให้ได้ประสิทธิภาพสูงสุดในการชาร์จ
ตัวอย่างเช่น หากรถยนต์มี On Board Charger ขนาด 7.4 kW การติดตั้งเครื่องชาร์จขนาด 22 kW จะไม่ช่วยให้รถชาร์จเร็วขึ้น เพราะรถจะสามารถรับกำลังไฟได้สูงสุดเพียง 7.4 kW เท่านั้น ดังนั้นจึงควรปรึกษาศูนย์บริการรถยนต์ขอข้อมูลที่ถูกต้องก่อนเลือกซื้อเครื่องชาร์จ
4. ตู้ควบคุมไฟฟ้า (MDB: Main Distribution Breaker)
ต่อมา คือ การตรวจสอบตู้ควบคุมไฟฟ้าหลักของบ้าน หรือ "เบรกเกอร์ลูกย่อย" เบรกเกอร์ขนาดเล็กที่ใช้ป้องกันวงจรไฟฟ้าในอาคารบ้านเรือนและอาคารสำนักงานจากการใช้ไฟเกิน (Overload) และไฟลัดวงจร (Short Circuit) ซึ่งช่วยป้องกันความเสียหายต่ออุปกรณ์และอันตรายจากไฟฟ้า โดยตู้ควบคุมไฟฟ้าเป็นจุดที่จะต้องเชื่อมต่อวงจรใหม่สำหรับ EV Charger ซึ่งเจ้าของบ้านควรตรวจสอบดังนี้
- ตรวจสอบช่องว่าง - ต้องมั่นใจว่าในตู้ MDB มี ช่องว่าง (Slot) เหลืออยู่ สำหรับการติดตั้ง Miniature Circuit Breaker (MCB) หรือ เบรกเกอร์ลูกย่อย ตัวใหม่สำหรับวงจร EV Charger โดยเฉพาะ และต้องรองรับกระแสไฟได้สูงสุดไม่เกิน 100 แอมป์สำหรับมิเตอร์ 30(100)A
- การเดินสายไฟ - ตรวจสอบแนวการเดินสายไฟวงจรใหม่สำหรับ EV Charger แยกต่างหาก จากตู้ MDB ไปยังที่จอดรถ ห้ามพ่วงต่อจากวงจรปลั๊กไฟอื่นในบ้าน
พร้อมติดตั้งอุปกรณ์ป้องกันที่จำเป็นสำหรับวงจร EV Charger โดยเฉพาะ เช่น เบรกเกอร์ (MCB) และ อุปกรณ์ตัดไฟรั่ว (RCD - Residual Current Device) ซึ่งแนะนำให้ใช้เป็น Type B หรือ Type A ที่มีความไวต่อกระแสไฟรั่วแบบ DC เพื่อความปลอดภัยสูงสุดจากการโดนไฟดูด นอกจากนี้ ควรเดินสายดินแยกจากสายดินหลักของบ้าน เพื่อรองรับวงจรของเครื่องชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าโดยเฉพาะ เพื่อความปลอดภัย
5. ตรวจสอบจุดติดตั้งเครื่อง EV Charger
อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญในการติดตั้ง EV Charger ที่บ้าน คือ ตำแหน่งติดตั้ง ที่ส่งผลต่อความสะดวกในการใช้งานและค่าใช้จ่ายในการติดตั้ง โดยควรพิจารณาระยะห่างระหว่างจุดติดตั้งเครื่องชาร์จกับที่จอดรถ ซึ่งไม่ควรเกิน 5 เมตร เนื่องจากสายชาร์จมาตรฐานมีความยาวจำกัด นอกจากนี้ ควรเลือกจุดที่สะดวกต่อการเดินสายไฟจากตู้เมนไฟฟ้า เพื่อประหยัดค่าใช้จ่ายในการเดินสายไฟ
นอกจากความยาวและระยะห่างจากตู้เมนไฟฟ้า แนะนำให้พิจารณาติดตั้งในจุดที่มีหลังคาหรือสิ่งปกคลุม เพื่อป้องกันแดดและฝน แม้ EV Charger ส่วนใหญ่จะมีมาตรฐานกันน้ำ แต่การติดตั้งสถานีชาร์จรถไฟฟ้าที่บ้านในที่ร่มจะช่วยยืดอายุการใช้งานของอุปกรณ์ได้นานยิ่งขึ้น
เลือก EV Charger แบบ Normal Charge หรือ Double Speed Charge ดีกว่ากัน?
การติดตั้งติดตั้ง EV Charger ที่บ้านนั้นล้วนเป็นชนิด AC ที่จะจ่ายไฟฟ้ากระแสสลับไปยัง On-Board Charger ของรถยนต์ ซึ่งจะแปลงกระแสไฟฟ้าเป็น DC เพื่อกักเก็บเข้าสู่แบตเตอรี่อีกทีหนึ่ง แต่คำถามที่พบบ่อยที่สุดสำหรับผู้ที่เพิ่งมีรถ EV คือ ควรเลือกชาร์จแบบ Normal หรือ Double Speed? แบบไหนตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตมากที่สุด?
Normal Charge
วิธีการชาร์จที่ง่ายที่สุด โดยเป็นการใช้ "สายชาร์จฉุกเฉิน" (Emergency Charger) ที่ผู้ผลิตรถมักแถมมาให้ เสียบเข้ากับเต้ารับ (ปลั๊กไฟ) ภายในบ้านโดยตรง ซึ่งเป็นการชาร์จผ่านระบบไฟฟ้า 1 เฟส (220V) ทั่วไป ทำให้กำลังไฟที่ได้จะค่อนข้างต่ำ โดยทั่วไปจะอยู่ที่ประมาณ 3.7 kW หรือต่ำกว่านั้น (สายชาร์จฉุกเฉินบางรุ่นอาจจ่ายไฟได้เพียง 2.0-2.3 kW เท่านั้น)
Double Speed Charge
การติดตั้ง Wall Charger ที่หลายบ้านนิยมนั้น คือ การติดตั้งเครื่องชาร์จไฟฟ้า Wallbox ซึ่งเป็นการชาร์จไฟแบบ AC ที่มีกำลังไฟสูงกว่า ปลอดภัยกว่า และเป็นมาตรฐานการชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าที่บ้าน โดย Wallbox ที่เชื่อมต่อกับวงจรไฟฟ้าที่เดินสายมาจากตู้ MDB จะทำหน้าที่ควบคุมการจ่ายไฟไปยัง On-Board Charger
เครื่องชาร์จ Double Speed Charger เหล่านี้มีกำลังไฟที่สูงกว่า โดยมีให้เลือกตั้งแต่ 7.4 kW (สำหรับมิเตอร์ 1 เฟส), 11 kW (สำหรับมิเตอร์ 3 เฟส) ไปจนถึง 22 kW (สำหรับมิเตอร์ 3 เฟส) ระยะเวลาในการชาร์จลดลงอย่างมาก โดยทั่วไปจะสามารถชาร์จแบตเตอรี่จาก 0-100% ได้ภายในระยะเวลา 6-10 ชั่วโมง ขึ้นอยู่กับขนาดแบตเตอรี่และกำลังไฟที่รถรองรับได้ ซึ่งตอบโจทย์ผู้ที่ต้องการชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าข้ามคืน
ในการติดตั้ง EV Charger ที่บ้าน ต้องขออนุญาตจากการไฟฟ้าในพื้นที่เสมอ โดยแบ่งเป็น 2 หน่วยงานหลักตามพื้นที่ให้บริการ คือ การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) รับผิดชอบพื้นที่กรุงเทพมหานคร นนทบุรี และสมุทรปราการ ส่วนการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) ดูแลพื้นที่จังหวัดอื่นๆ ทั่วประเทศ
ทั้งนี้ กฟน. อนุโลมให้ผู้ใช้ไฟฟ้าสามารถขอติดตั้ง EV Charger เพิ่มจากโหลดการใช้ไฟฟ้าเดิมได้ ส่วนกฟภ. อนุญาตให้ติดตั้งมิเตอร์ไฟฟ้าลูกที่สองเพิ่มเติม สำหรับชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าโดยเฉพาะ
ขั้นตอนการขออนุญาตติดตั้งมิเตอร์ไฟฟ้าลูกที่สอง
1. ยื่นเอกสารที่เกี่ยวข้องและชำระเงินที่ PEA
อันดับแรก จำเป็นต้องขออนุญาตสำนักงานการไฟฟ้าในพื้นที่ โดยเตรียมเอกสารที่เกี่ยวข้อง เช่น
- สำเนาบัตรประชาชนและทะเบียนบ้าน
- เอกสารแสดงกรรมสิทธิ์ หรือหนังสือยินยอมจากเจ้าของ (ถ้าไม่ใช่เจ้าของ)
- ใบคำขอใช้ไฟฟ้า (ดาวน์โหลดจากเว็บไซต์การไฟฟ้าฯ)
- รายละเอียดทางเทคนิคของอุปกรณ์ (เช่น เครื่องชาร์จรถยนต์)
หลังยื่นเอกสารครบถ้วน ให้ดำเนินการชำระค่าธรรมเนียมการขอใช้บริการตามที่การไฟฟ้าฯ กำหนด โดยเจ้าหน้าที่จะประเมินค่าใช้จ่ายในการขอมิเตอร์ใหม่ ซึ่งจะรวมถึงค่าธรรมเนียมการขอใช้ไฟ ค่าตรวจสอบ และค่าประกันมิเตอร์
2. นัดวันตรวจสอบมาตรฐานการติดตั้งระบบไฟฟ้า
หลังบริษัทรับที่เจ้าของบ้านว่าจ้างติดตั้งระบบไฟฟ้าเสร็จสิ้น (เดินสายไฟ ติดตั้งตู้ควบคุม (MDB ลูกที่สอง) ติดตั้งเบรกเกอร์ อุปกรณ์ป้องกันไฟรั่ว (RCD) และหลักดินสำหรับวงจร EV Charger) สามารถทำนัดหมายกับเจ้าหน้าที่จากการไฟฟ้า เพื่อดำเนินการตรวจสอบพื้นที่และระบบไฟฟ้าทั้งหมดว่าเป็นไปตามาตรฐาน
3. PEA ติดตั้งมิเตอร์ลูกที่สอง
เมื่อการตรวจสอบเสร็จสิ้น และทุกอย่างผ่านเกณฑ์แล้ว เจ้าหน้าที่การไฟฟ้าจะดำเนินการติดตั้งมิเตอร์ตัวที่สอง ณ จุดที่จัดเตรียมไว้ ซึ่งหลังติดตั้งเสร็จสิ้น เจ้าของบ้านก็จะมีวงจรไฟฟ้าสำหรับ EV Charger แยกต่างหาก พร้อมใช้งาน
ติดตั้งที่ชาร์จรถไฟฟ้าที่บ้าน ราคาเท่าไหร่
ราคาการติดตั้งที่ชาร์จรถไฟฟ้าที่บ้านอาจแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับปัจจัยต่างๆ โดยสามารถแบ่งออกเป็น 3 ปัจจัยหลัก ดังนี้
1. ค่าเครื่องชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า (EV Charger)
ค่าใช้จ่ายส่วนแรก คือ ค่าเครื่อง EV Charger ซึ่งมีราคาแตกต่างกันตามขนาดกำลังไฟและแบรนด์ผู้ผลิต โดยเครื่องขนาด 3.6 kW มีราคาเริ่มต้นเฉลี่ยอยู่ที่ 15,000 บาท เครื่องขนาด 7.4 kW ราคาเริ่มต้นประมาณ 30,000 บาท และเครื่องขนาด 11 kW ถึง 22 kW อาจมีราคาตั้งแต่ 50,000 ถึง 100,000 บาท
2. ค่าเพิ่มขนาดมิเตอร์ หรือติดตั้งมิเตอร์ใหม่
สำหรับผู้ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่กรุงเทพฯ นนทบุรี และสมุทรปราการ ต้องติดต่อการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) เพื่อขออนุญาตติดตั้งหรือเปลี่ยนขนาดมิเตอร์ โดยกฟน. อนุโลมให้ผู้ใช้ไฟฟ้าสามารถติดตั้ง EV Charger เพิ่มจากโหลดการใช้ไฟฟ้าเดิมได้ ทั้งนี้ จะมีค่าตรวจสอบในการขอเพิ่มมิเตอร์ไฟฟ้าตั้งแต่ 700 - 2,500 บาท ส่วนใครที่ต้องการเปลี่ยนประเภทมิเตอร์เป็นแบบ TOU อาจมีการคิดค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมตั้งแต่ 6,600 - 7,300 บาท
ส่วนผู้ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่นอกกรุงเทพฯ นนทบุรี และสมุทรปราการ สามารถติดต่อการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) ได้ โดยจะมีค่าใช้จ่ายในการตรวจสอบโดยเฉลี่ยที่ 700 - 1,500 บาท ส่วนมิเตอร์ TOU จะมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมที่ประมาณ 3,700 - 5,300 บาท
3. ค่าติดตั้งอุปกรณ์และการวางระบบไฟฟ้า เพื่อรองรับ EV Charger
มีค่าใช้จ่ายในการเดินสายไฟและติดตั้งอุปกรณ์เสริมต่างๆ นั้นขึ้นอยู่กับระยะทางการเดินสาย ลักษณะของไซต์ และผู้ให้บริการแต่ละราย โดยสามารถเลือกผู้ให้บริการได้ตามความพึงพอใจของเจ้าของบ้าน ซึ่งอาจมีทั้งการบริการเสริมจากแบรนด์รถยนต์ไฟฟ้า การเลือกบริษัทผู้ติดตั้งเอง หรือแม้แต่บริการเพิ่มเติมจากบริษัทรับติดโซล่าเซลล์บ้าน ที่สามารถเชื่อมต่อระบบโซล่าเซลล์เข้ากับอุปกรณ์ EV Charger
ปัจจัยควรพิจารณาเพิ่มเติม ก่อนติดตั้ง EV Charger ที่บ้าน
นอกเหนือจากความพร้อมด้านสถานที่ ระบบไฟฟ้า และการเงินแล้ว เจ้าของบ้านหรือผู้ที่ต้องการติดตั้ง EV Charger พิจารณาปัจจัยอื่นๆ เพิ่มเติม เช่น
- ยี่ห้อและความน่าเชื่อถือ - ของแบรนด์หรือผู้ผลิตเครื่อง EV Charger ควรเลือกแบรนด์ที่มีความน่าเชื่อถือและมีประวัติการให้บริการที่ดี
- ฟังก์ชันหรือฟีเจอร์พิเศษของ EV Charger - เช่น เชื่อมต่อกับแบตเตอรี่โซล่าเซลล์ เป็นต้น หรืออาจเลือกผลิตภัณฑ์ EV Charger จากแบรนด์ผลิตภัฑณ์ระบบโซล่าก็ได้ เพื่อประสิทธิภาพและความลื่นไหลในการใช้งาน
- ระยะเวลาการรับประกัน - รวมถึงเงื่อนไขในการรับประกันผลิตภัณฑ์ว่าเหมาะสมและครอบคลุม
- พิจารณาบริการติดตั้ง - ว่าครอบคลุมถึงด้านใดบ้าง สามารถเดินสายจากตู้เมนไฟฟ้าได้หรือไม่ หรือมีบริการเสริม เช่น การยื่นเรื่องเพิ่มขนาดมิเตอร์กับการไฟฟ้า และบริการซ่อมบำรุงหลังติดตั้ง เป็นต้น
การตัดสินใจติดตั้ง EV Charger ที่บ้านเป็นเรื่องที่ต้องศึกษาและวางแผนอย่างถี่ถ้วน ตั้งแต่การตรวจสอบความพร้อมของระบบไฟฟ้า การเลือกอุปกรณ์ที่เหมาะสมกับรถยนต์ไฟฟ้า รายละเอียดทางเทคนิคต่างๆ ไปจนถึงการเลือกผู้ให้บริการที่มีความเชี่ยวชาญ อย่างไรก็ตาม ผู้ใช้สามารถต่อยอดการลงทุนใน EV Charger ให้คุ้มค่ามากยิ่งขึ้น ด้วยการนำพลังงานจากแสงอาทิตย์ที่ผลิตได้จากระบบโซล่าเซลล์มาใช้ในการชาร์จรถ ซึ่งนอกจากจะช่วยประหยัดค่าไฟฟ้าในระยะยาวแล้ว ยังเป็นส่วนหนึ่งในการร่วมรักษาสิ่งแวดล้อมอีกด้วย
วางแผนติดตั้ง EV Charger ที่บ้าน เลือกผลิตภัณฑ์โซล่าเซลล์จาก SolarEdge
SolarEdge Technologies เป็นผู้นำระดับโลกด้านเทคโนโลยีพลังงานหมุนเวียน โดยใช้วิศวกรรมและนวัตกรรมระดับโลกในการพัฒนาโซลูชันพลังงานแสงอาทิตย์สำหรับกลุ่มลูกค้าในภาคที่อยู่อาศัย ภาคพาณิชย์ และภาคสาธารณูปโภค SolarEdge นำเสนอโซลูชันที่ปรับให้เหมาะสมสำหรับการผลิต การจัดเก็บ การจัดการ และการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ บริษัทพัฒนาและผลิตอินเวอร์เตอร์พลังงานแสงอาทิตย์ Power Optimizer ระบบจัดการและเพิ่มประสิทธิภาพพลังงาน ระบบจัดเก็บพลังงาน และบริการโครงข่ายไฟฟ้า
เทคโนโลยี DC-Optimized ของ SolarEdge ถูกติดตั้งในบ้านหลายล้านหลังในกว่า 140 ประเทศ และมากกว่า 50% ของบริษัท Fortune 100 มีการใช้งานเทคโนโลยีของ SolarEdge บนหลังคาของพวกเขา SolarEdge มีบทบาทสำคัญในการเร่งการเปลี่ยนผ่านไปสู่โครงข่ายพลังงานแบบกระจายที่ยั่งยืนและมีประสิทธิภาพ
นอกจากนี้ บริษัทยังมีบริการหลังการขายที่ครอบคลุม เพื่อตอบสนองความต้องการของทั้งเจ้าของบ้านและภาคธุรกิจ และเป็นหนึ่งในแบรนด์ที่ให้การรับประกันที่ยาวนานที่สุดในตลาดอีกด้วย
พบกับ SolarEdge EV Charger โซลูชันเครื่องชาร์จอัจฉริยะ เร็วๆ นี้ในประเทศไทย
เตรียมพบกับ SolarEdge EV Charger เครื่องชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าอัจฉริยะที่กำลังจะเปิดตัวในประเทศไทยเร็วๆ นี้ หลังจากประสบความสำเร็จอย่างสูงในต่างประเทศ โดยเฉพาะในยุโรปและอเมริกา ออกแบบมาให้ใช้งานร่วมกับระบบโซล่าเซลล์ได้อย่างไร้รอยต่อ ช่วยให้สามารถชาร์จรถยนต์ด้วยพลังงานแสงอาทิตย์ที่ผลิตเองที่บ้าน ช่วยประหยัดค่าไฟและลดการพึ่งพาไฟฟ้าจากกริดได้อย่างมีประสิทธิภาพ
โดยผลิตภัณฑ์ SolarEdge EV Charger มีด้วยกัน 2 รูปแบบ ได้แก่
1. SolarEdge EV Charger (สำหรับบ้าน)
เครื่องชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าอัจฉริยะที่ออกแบบมาเพื่อการใช้งานในบ้านพักอาศัย โดยสามารถผสานรวมเข้ากับระบบนิเวศน์พลังงานอัจฉริยะของ SolarEdge Home เช่น โซล่ารูฟ แบตเตอรี่โซล่าเซลล์ และผู้ที่ติดโซล่าร์เซลล์บ้าน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพสูงสุดในการใช้พลังงานแสงอาทิตย์
SolarEdge EV Charger มาพร้อมดีไซน์โมเดิร์นและเรียบง่าย เข้ากับบ้านได้หลากหลายสไตล์ มีความแข็งแรงทนทาน ติดตั้งง่ายและรวดเร็ว สามารถใช้งานได้ทั้งในร่มและพื้นที่กลางแจ้ง เจ้าของบ้านสามารถตรวจสอบสถานะการทำงานและควบคุมได้ง่ายผ่านแอป mySolarEdge บนสมาร์ทโฟน
ดูรายละเอียดเพิ่มเติม คลิก
2. SolarEdge ONE EV Charger (สำหรับธุรกิจ)
เครื่องชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าอัจฉริยะที่ออกแบบมาเพื่อมอบประสบการณ์การชาร์จที่เหมาะสมที่สุดทั้งสำหรับธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็น โรงงาน อาคารสำนักงาน ห้างสรรพสินค้า หรืออื่นๆ โดยมีการผสานรวมเข้ากับระบบโซล่าเซลล์ออนกริด และอุปกรณ์ต่างๆ ของ SolarEdge ได้อย่างราบรื่น
SolarEdge ONE EV Charger ช่วยให้ธุรกิจสามารถ เพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานสูงสุด ด้วยคุณสมบัติ Load Balancing อัจฉริยะ เพื่อลดต้นทุนค่าพลังงานและป้องกันกระแสไฟเกินบนโครงสร้างพื้นฐานเดิม นอกจากนี้ยังสนับสนุนการจัดการยานพาหนะ (Fleet Management) ขั้นสูงผ่านการตั้งเวลาชาร์จ การออกบิล และการให้ข้อมูลเชิงลึกแบบเรียลไทม์ ซึ่งช่วยให้ธุรกิจสามารถควบคุมต้นทุน บริหารจัดการพลังงาน และดำเนินงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการติดตั้งที่ชาร์จรถไฟฟ้าที่บ้าน
1. EV Charger คืออะไร?
EV Charger หรือ เครื่องชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า คือ อุปกรณ์ที่ใช้ในการแปลงกระแสไฟฟ้าจากแหล่งจ่าย เช่น ไฟบ้านหรือระบบโซล่าเซลล์ ไปเป็นกระแสไฟฟ้าที่เหมาะสมสำหรับชาร์จแบตเตอรี่ของรถยนต์ไฟฟ้า (EV) โดยอาจเป็นการติดตั้งสถานีชาร์จรถไฟฟ้าที่บ้าน หรือตามสถานที่ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นอาคารพาณิชย์ สถานีบริการน้ำมัน และลานจอดรถสาธารณะ
2. EV Charger มีกี่ประเภท?
โดยทั่วไปแล้ว EV Charger สามารถแบ่งออกเป็น 3 ประเภทหลักๆ ตามความเร็วและกำลังไฟในการชาร์จ:
- Level 1 (AC Charging) หรือ Normal Charger - การชาร์จแบบธรรมดาที่สุด ใช้ปลั๊กไฟบ้านทั่วไป (220V) มีกำลังไฟต่ำ ชาร์จได้ช้าที่สุด เหมาะสำหรับการชาร์จค้างคืนที่บ้านหรือใช้ในกรณีฉุกเฉิน
- Level 2 (AC Charging) หรือ Double Speed Charger - การชาร์จแบบเร็วปานกลาง มักเป็น Wall Box ที่ติดตั้งตามบ้านหรือสถานีชาร์จสาธารณะ ใช้เวลาชาร์จเฉลี่ยอยู่ที่ 4 - 7 ชั่วโมงจึงเป็นที่นิยมสำหรับติดตั้งที่ชาร์จรถไฟฟ้าที่บ้านและอาคารพาณิชย์บางแห่ง
- Level 3 (DC Fast Charging) หรือ Quick Charger - การชาร์จแบบรวดเร็วที่สุด มักพบตามสถานีชาร์จสาธารณะขนาดใหญ่ ใช้ไฟกระแสตรง (DC) กำลังไฟสูงมาก โดยเฉลี่ยสามารถชาร์จแบตเตอรี่รถไฟฟ้าจาก 0-80% ได้ภายใน 30-60 นาที เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการความรวดเร็วในการเดินทาง
3. จำเป็นต้องติดตั้ง EV Charger ที่บ้านไหม?
ไม่จำเป็นต้องติดตั้ง EV Charger ที่บ้านเสมอไป แต่การมีเครื่องชาร์จที่บ้านจะเพิ่มความสะดวกสบายและความยืดหยุ่นในการใช้งานรถยนต์ไฟฟ้าได้อย่างมาก เจ้าของรถสามารถชาร์จไฟฟ้าได้ทุกเมื่อที่ต้องการ โดยเฉพาะในช่วงกลางคืนที่รถจอดอยู่ ทำให้รถพร้อมใช้งานในตอนเช้า และอาจช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายได้หาก ติดตั้งมิเตอร์ TOU (Time of Use) ที่ค่าไฟถูกกว่าในช่วง Off-Peak
4. มีค่าใช้จ่ายอะไรบ้างในการติดตั้งที่ชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าที่บ้าน?
ค่าใช้จ่ายในการติดตั้งที่ชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าที่บ้านจะแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย แต่โดยหลักๆ แล้วจะประกอบด้วย
- ค่าเครื่องชาร์จ (EV Charger) - ราคาขึ้นอยู่กับยี่ห้อ รุ่น และกำลังไฟ
- ค่าติดตั้ง - ค่าแรงช่างในการเดินสายไฟ รวมถึงค่าอุปกรณ์ไฟฟ้าเพิ่มเติม (เช่น เบรกเกอร์, สายไฟ, ตู้ควบคุม), และค่าดำเนินการต่างๆ
- ค่าสำรวจหน้างาน - บางครั้งอาจมีค่าใช้จ่ายในการสำรวจบ้านเพื่อประเมินความพร้อมของระบบไฟฟ้า
- ค่าเปลี่ยนมิเตอร์ - หากระบบไฟฟ้าในบ้านไม่รองรับกำลังไฟของเครื่องชาร์จ อาจต้องมีการอัปเกรดมิเตอร์หรือเปลี่ยนสายเมน ซึ่งจะมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น
5. ต้องขออนุญาตกับการไฟฟ้าก่อนติดตั้งที่ชาร์จรถไฟฟ้าที่บ้านหรือไม่?
จำเป็นต้องขออนุญาต ตามระเบียบของการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) หากมีการติดตั้ง EV Charger หรืออุปกรณ์ที่ใช้ไฟฟ้ากำลังสูงเพิ่มเติมที่บ้าน ซึ่งอาจส่งผลต่อการใช้ไฟฟ้าโดยรวมและขนาดของมิเตอร์ไฟฟ้า ผู้ติดตั้งหรือเจ้าของบ้านต้องแจ้งหรือขออนุญาตกับการไฟฟ้าในพื้นที่ เพื่อให้มั่นใจว่าการติดตั้งเป็นไปตามมาตรฐานความปลอดภัย และระบบไฟฟ้าของบ้านและโครงข่ายสามารถรองรับได้ ซึ่งโดยปกติ ผู้ให้บริการติดตั้งที่ชาร์จรถไฟฟ้าที่บ้านจะช่วยดำเนินการในส่วนนี้ให้
6. หัวชาร์จของเครื่องชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าในบ้าน เข้ากันได้กับรถยนต์ไฟฟ้าทุกคันหรือไม่?
ไม่สามารถเข้ากันได้กับรถยนต์ไฟฟ้าทุกคัน ปัจจุบันหัวชาร์จมีหลายประเภท ขึ้นอยู่กับมาตรฐานของรถยนต์ไฟฟ้าและประเทศที่ผลิต แต่ในประเทศไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หัวชาร์จหลักที่ใช้กับ EV Charger ได้แก่
- Type 2 (AC) - เป็นมาตรฐานที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในยุโรปและเป็นที่นิยมในประเทศไทย รถยนต์ EV ส่วนใหญ่ที่นำเข้าและจำหน่ายในประเทศไทยมักใช้หัวชาร์จ Type 2 สำหรับการชาร์จแบบ AC
- CHAdeMO (DC) - สำหรับการชาร์จเร็ว DC มักพบในรถยนต์ญี่ปุ่นบางยี่ห้อ
- CCS (DC) - เป็นมาตรฐานการชาร์จเร็ว DC ที่นิยมใช้ในยุโรปและกำลังเป็นที่แพร่หลายในประเทศไทย
ติดต่อเรา
กรอกแบบฟอร์ม คลิก
LINE Official: SolarEdge Thailand
ติดตามข่าวสารใหม่ๆ จาก SolarEdge
Facebook: SolarEdge Technologies Inc.
Instagram: @solaredgepv
X: @SolarEdgePV
LinkedIn: SolarEdge Technologies