โซล่าเซลล์ในสวนเกษตร: Agrivoltaics ทางเลือกใหม่เพื่อเกษตรยั่งยืน
สารบัญ
- Agrivoltaics คืออะไร?
- ทำไม Agrivoltaics จึงสำคัญต่อธุรกิจเกษตรกรรมยุคใหม่?
- ระบบโซล่าเซลล์ในสวนมีประโยชน์อย่างไรต่อผลผลิตและธุรกิจเกษตร?
- อุปกรณ์สำคัญในระบบโซล่าเซลล์สวนเกษตรที่ควรลงทุน
- โซล่าเซลล์เพื่อการเกษตร ราคา และแนวทางการลงทุนสำหรับธุรกิจเกษตร
- ส่องโซลูชันคุณภาพจาก SolarEdge ตอบโจทย์การผลิตพลังงานเชิงพาณิชย์
- เกี่ยวกับ SolarEdge Technologies
เกษตรกรรมเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมหลักที่หล่อเลี้ยงเศรษฐกิจไทย เป็นแหล่งรายได้จากการส่งออกที่สำคัญมาโดยตลอด แต่ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาก ธุรกิจเกษตรและฟาร์มต่างเริ่มเจอโจทย์ที่ท้าทายขึ้นเรื่อยๆ ทั้งต้นทุนค่าไฟฟ้าที่สูงขึ้นต่อเนื่อง การแข่งขันในตลาด รวมถึงสภาพอากาศแปรปรวนที่ส่งกระทบโดยตรงต่อผลผลิต ผู้ประกอบการจึงต้องหาวิธีลดค่าใช้จ่ายควบคู่ไปกับการสร้างรายได้เพิ่ม
แนวคิดหนึ่งที่กำลังเป็นที่กล่าวถึงมากขึ้นในหลายประเทศ คือการนำโซลาร์เซลล์ในสวนเกษตรมาผสมผสานเข้ากับพื้นที่เพาะปลูก หรือที่เรียกกันว่า Agrivoltaics ซึ่งเป็นการผลิตไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์บนพื้นที่ทำเกษตรกรรม โดยไม่ต้องสละพื้นที่เพาะปลูกไปทั้งหมด
บทความนี้จะพาไปทำความรู้จักตั้งแต่พื้นฐานว่า Agrivoltaics คืออะไร เหตุใดจึงสำคัญ มีประโยชน์และอุปกรณ์สำคัญอะไรบ้าง รวมถึงแนวทางการประเมินงบลงทุนเบื้องต้น
Agrivoltaics คืออะไร?
Agrivoltaics เป็นคำศัพท์ที่เกิดจากการผสมผสานคำว่า Agriculture (เกษตรกรรม) กับ Photovoltaics (การผลิตไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์) ร่วมกัน หรือก็คือ การทำเกษตรกับผลิตไฟฟ้าด้วยระบบโซล่าเซลล์บนที่ดินแปลงเดียวกัน โดยไม่ต้องแบ่งพื้นที่ออกเป็นสองส่วน หรือเลือกทำอย่างใดอย่างหนึ่ง
หลักการทำงานของ Agrivoltaics
หัวใจของ Agrivoltaics คือ การออกแบบให้แสงแดดถูก "แบ่งปัน" ระหว่างพืชผลและแผงโซล่าเซลล์ จึงเป็นที่มาของอีกชื่อหนึ่งว่า Solar Sharing โดยการติดตั้งจะยกโครงสร้างแผงให้สูงเหนือพื้นที่เพาะปลูก หรือเว้นช่องแสงระหว่างแถวแผง เพื่อให้พืชด้านล่างได้รับแสงเพียงพอต่อการสังเคราะห์แสงและเจริญเติบโต ขณะที่แผงด้านบนสามารถผลิตไฟฟ้าเพื่อใช้ภายในฟาร์ม
Agrivoltaics ต่างจากโซล่าฟาร์มทั่วไปอย่างไร?
คำตอบอยู่ที่การใช้พื้นที่ โดยโซล่าฟาร์ม (Solar Farm) แบบดั้งเดิมอาศัยการติดตั้งแผงบนพื้นที่เปล่า พื้นที่นั้นจึงถูกใช้ผลิตไฟฟ้าเพียงอย่างเดียว ทำการเกษตรควบคู่ไปด้วยไม่ได้ ส่วน Agrivoltaics ใช้แนวคิดการใช้พื้นที่ซ้ำซ้อน (Dual-use land) ที่ดินแปลงเดียวสามารถสร้างประโยชน์ได้สองทางไปพร้อมกัน ทำให้ผู้ประกอบธุรกิจได้ผลตอบแทนสองทาง ทั้งผลผลิตทางการเกษตรและพลังงานไฟฟ้าในเวลาเดียวกัน
| ประเด็น | Solar Farm | Agrivoltaics |
|---|---|---|
| การใช้พื้นที่ | ผลิตไฟฟ้าเพียงอย่างเดียว | ใช้พื้นที่ซ้ำซ้อน (Dual-use land) ผลิตทั้งไฟฟ้าและผลผลิตทางการเกษตร |
| รายได้จากที่ดิน | ทางเดียว คือ ลดค่าไฟฟ้า | สองทาง คือ ผลผลิตเกษตร และประหยัดค่าไฟฟ้า |
| โครงสร้าง | ติดตั้งระดับต่ำบนพื้นราบ | ยกสูงหรือเว้นแถวเพื่อรองรับการเพาะปลูก |
| ต้นทุนติดตั้ง | ต่ำกว่า | สูงกว่า ตามรูปแบบโครงสร้าง |
| ประสิทธิภาพการใช้ที่ดิน | Land Equivalent Ratio (LER) = 1 ไม่มีข้อได้เปรียบด้านพื้นที่ | Land Equivalent Ratio (LER) อาจสูงถึง 1.35–1.7 จึงช่วยประหยัดพื้นที่เพาะปลูก |
ค่า LER (Land Equivalent Ratio) ที่มากกว่า 1 หมายความว่า ที่ดินผืนเดียวให้ผลตอบแทนรวมมากกว่าการแยกทำเกษตรและแยกทำโซลาร์ฟาร์มบนพื้นที่คนละแปลง ซึ่งเป็นเหตุผลเชิงเศรษฐศาสตร์ที่ทำให้แนวคิดนี้ได้รับความสนใจทั่วโลก
ทำไม Agrivoltaics จึงสำคัญต่อธุรกิจเกษตรกรรมยุคใหม่?
ความสำคัญของระบบ Agrivoltaics ที่มีต่อธุรกิจการเกษตรในยุคนี้ สามารถมองได้จาก 3 มุมหลัก ได้แก่
1. ด้านพลังงาน
แน่นอนว่าพื้นที่เกษตรโดยทั่วไปนั้นตั้งอยู่ห่างไกลจากเขตเมือง ทำให้ต้องพึ่งพาไฟฟ้าจากระบบสายส่งที่มีต้นทุนสูงหรือขาดความเสถียร การผลิตไฟฟ้าใช้เองผ่านโซล่าเซลล์เพื่อการเกษตรจึงช่วยลดภาระค่าไฟในระยะยาว โดยเฉพาะธุรกิจที่ต้องใช้ระบบสูบน้ำและชลประทานที่ทำงานต่อเนื่อง
2. ด้านสิ่งแวดล้อม
ในมุมมองของการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม การผลิตไฟฟ้าจากระบบโซล่าเซลล์ช่วยลดการปล่อยคาร์บอนจากการใช้ไฟฟ้าและเชื้อเพลิงฟอสซิลในภาคเกษตร สอดคล้องกับเป้าหมาย Carbon Neutrality ของทั่วโลกรวมถึงประเทศไทย ซึ่งกำลังกลายเป็นเงื่อนไขทางการค้าของผู้ส่งออกในหลายอุตสาหกรรม
3. ด้านความคุ้มค่าของพื้นที่
ปฏิเสธไม่ได้ว่าที่ดินเพื่อการเกษตรมีจำกัดและราคาสูงขึ้น การทำให้ที่ดินผืนเดิมสร้างผลตอบแทนสองทางถือเป็นการบริหารสินทรัพย์ที่คุ้มค่า ระบบ Agrivoltaics จึงตอบโจทย์นี้ได้ตรงจุด เพราะรวมภาคเกษตรกับพลังงานสะอาดไว้บนที่ดินแปลงเดียว ไม่ต้องแยกพื้นที่ไปทำโซล่าฟาร์มต่างหาก เกษตรกรจึงได้ประโยชน์สองต่อจากที่ดินผืนเดิมที่มีอยู่
ระบบโซล่าเซลล์ในสวนมีประโยชน์อย่างไรต่อผลผลิตและธุรกิจเกษตร?
เมื่อทราบถึงความสำคัญต่อธุรกิจเกษตรกรรมแล้ว ต่อมา ในมุมผู้ประกอบการ อาจต้องการทราบถึงประโยชน์ของติดตั้งระบบโซล่าเซลล์ในสวนเกษตรต่อธุรกิจโดยตรง ซึ่งแน่นอนว่า Agrivoltaics ส่งผลดีต่อการทำธุรกิจในหลายด้าน ลองมาดูกันทีละข้อ
1. ลดต้นทุนค่าไฟฟ้าในการทำเกษตร
ค่าไฟฟ้าเป็นหนึ่งในต้นทุนหลักของธุรกิจการเกษตร ไม่ว่าจะเป็นระบบสูบน้ำ ระบบชลประทาน หรือระบบให้แสงสว่างในโรงเรือน พัดลมระบายอากาศ และห้องเย็น การมีแหล่งผลิตไฟฟ้าเป็นของตัวเองผ่านโซล่ารูฟหรือระบบ Agrivoltaics ยกสูงเหนือแปลงเกษตร สามารถช่วยลดค่าไฟรายเดือนได้ชัดเจน โดยเฉพาะฟาร์มที่ใช้พลังงานตลอดวัน
2. ช่วยควบคุมสภาพแวดล้อมให้เหมาะกับพืช
นอกจากการผลิตพลังงานแล้ว แผงโซล่าเซลล์ที่ติดตั้งเหนือแปลงเกษตรยังช่วยพรางแสงและลดอุณหภูมิลงได้ ทำให้พืชไม่ต้องเผชิญกับสภาพอากาศรุนแรงโดยตรง อย่างแดดจัดในช่วงกลางวัน
3. ลดการใช้น้ำเพื่อทำการเกษตร
ร่มเงาจากแผงมีส่วนช่วยชะลอการระเหยของน้ำในดิน โดยงานวิจัยพบว่า ระบบ Agrivoltaics สามารถช่วยลดการระเหยของน้ำในดินได้ราว 10-14% ความชื้นในดินจึงอยู่ได้นานขึ้น ไม่ต้องรดน้ำบ่อยเท่าเดิม ประหยัดทั้งน้ำและพลังงานที่ใช้สูบน้ำไปในตัว
4. เพิ่มความมั่นคงด้านพลังงานให้แก่ฟาร์ม
ฟาร์มที่อยู่ในพื้นที่ไฟฟ้าเข้าไม่ถึงหรือระบบไฟไม่เสถียร สามารถติดตั้งระบบ Agrivoltaics ร่วมกับแบตเตอรี่โซล่าเซลล์ เพื่อสำรองพลังงานในกรณีที่ไฟดับ หรือต้องการใช้ไฟในเวลากลางคืนที่แผงโซล่าเซลล์ไม่สามารถผลิตพลังงานได้
5. เสริมภาพลักษณ์ธุรกิจเกษตรที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและยั่งยืน
ธุรกิจเกษตรที่ติดตั้งโซล่าร์และใช้แนวคิด Agrivoltaics ยังมีข้อได้เปรียบด้านภาพลักษณ์ที่ดีในสายตาผู้บริโภคและคู่ค้า โดยเฉพาะในปัจจุบันที่ผู้คนให้ความสำคัญกับสินค้าที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อมมากขึ้น และพาร์ทเนอร์ที่กำหนดมาตรฐานด้านความยั่งยืนในห่วงโซ่อุปทาน
อุปกรณ์สำคัญในระบบโซล่าเซลล์สวนเกษตรที่ควรลงทุน
เพื่อให้ระบบ Agrivoltaics ทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ ธุรกิจควรเลือกอุปกรณ์สำคัญในระบบโซล่าเซลล์สวนที่เหมาะกับลักษณะพื้นที่และกิจกรรมทางเกษตรกรรม
แผงโซล่าเซลล์ที่เหมาะกับ Agrivoltaics
แผงโซล่าเซลล์สำหรับ Agrivoltaics มักไม่เหมือนแผงทั่วไป เพราะต้องคำนึงถึงปริมาณแสงที่พืชด้านล่างควรได้รับด้วย แผงโปร่งแสง (Semi-Transparent Panel) เป็นตัวเลือกที่ใช้กันแพร่หลาย เพราะช่วยให้แสงแดดบางส่วนส่องลงไปถึงพืชได้ นอกจากนี้ยังมีแผงชนิดเลือกช่วงคลื่นแสง (Colored PV หรือ Wavelength-Selective PV) ที่ดูดซับเฉพาะช่วงคลื่นแสงที่ใช้ผลิตไฟฟ้า แล้วปล่อยช่วงคลื่นที่พืชต้องการใช้สังเคราะห์แสงลงไปยังแปลงเกษตรแทน
อินเวอร์เตอร์โซล่าเซลล์
อินเวอร์เตอร์โซล่าเซลล์สำหรับแปลงกระแสไฟฟ้าเป็นอุปกรณ์ที่ขาดไปไม่ได้ โดยอินเวอร์เตอร์ที่เลือกใช้ควรได้มาตรฐาน ทนต่อสภาพแวดล้อมกลางแจ้งได้ดี เพราะต้องเจอทั้งความร้อน ฝุ่น รวมถึงความชื้นตลอดการใช้งาน
อุปกรณ์สำรองพลังงาน
สำหรับพื้นที่เกษตรที่อยู่ห่างไกลหรือมีปัญหาไฟฟ้าไม่เสถียร ควรติดตั้งระบบร่วมกับแบตเตอรี่โซล่าเซลล์ เพื่อกักเก็บพลังงานไว้ใช้ตอนกลางคืนหรือช่วงที่แผงผลิตไฟได้น้อย โดยแนะนำให้เลือกแบตเตอรี่ที่มีความจุสอดคล้องกับโหลด (Load) การใช้งาน หรือสามารถขยายขนาดได้ตามการขยับขยายของฟาร์ม
ระบบตรวจสอบและจัดการพลังงาน
ระบบโซล่าเซลล์ที่มาพร้อมระบบมอนิตอริ่งอัจฉริยะ เช่น SolarEdge ONE For C&I ช่วยให้ผู้ประกอบการติดตามสถานะการผลิตพลังงานได้สะดวกผ่านแอปหรือแพลตฟอร์มออนไลน์ รวมถึงวิเคราะห์การผลิตแบบเรียลไทม์ รู้ทันทีว่าระบบทำงานผิดปกติหรือไม่ เพื่อเข้าแก้ไขได้รวดเร็วก่อนที่ปัญหาจะบานปลาย
โครงสร้างติดตั้งสำหรับพื้นที่เกษตร
โครงสร้างการติดตั้งเป็นอีกจุดที่ต้องออกแบบอย่างรอบคอบ โดยในระบบ Agrivoltaics มีสองรูปแบบหลักที่นิยมใช้ คือ แบบยกสูง (Elevated) ที่ติดตั้งแผงไว้สูงจากพื้นพอให้เครื่องจักรเกษตรและคนเข้าไปทำงานด้านล่างได้สะดวก และแบบสลับแถว (Inter-row) ที่วางแผงสลับกับแถวพืชผล เพื่อให้พืชได้รับแสงในช่วงเวลาที่เหมาะสมตลอดวัน ไม่ว่าจะเลือกแบบไหน ก็ควรต้องออกแบบให้เข้ากับชนิดของพืชและลักษณะพื้นที่ของฟาร์ม
โซล่าเซลล์เพื่อการเกษตร ราคา และแนวทางการลงทุนสำหรับธุรกิจเกษตร
คำถามที่เจ้าของฟาร์มมักถามคือ โซล่าเซลล์เพื่อการเกษตรมีราคาเท่าไหร่ คุ้มค่าที่จะลงทุนหรือไม่ ทั้งนี้คำตอบขึ้นอยู่กับปัจจัยต่างๆ ที่ส่งผลต่อต้นทุนรวมซึ่งต้องพิจารณาร่วมกัน ได้แก่
1. ขนาดของระบบ - ยิ่งต้องการผลิตไฟฟ้าปริมาณมากเท่าไหร่ ก็ต้องติดตั้งแผงมากขึ้น ราคาก็อาจสูงขึ้นตามไปด้วยเช่นกัน
2. ชนิดของแผงโซล่าเซลล์ - แผงโปร่งแสงหรือแผง Colored PV มักมีราคาสูงแผงมาตรฐานทั่วไป
3. รูปแบบโครงสร้างที่ใช้ติดตั้ง - การติดตั้งโครงสร้างยกสูงอาจมีต้นทุนสูงกว่า เนื่องจากต้องใช้วัสดุและอุปกรณ์ยึดจับที่แข็งแรง สามารถทนต่อแรงลมหรือพายุฝนได้
4. อุปกรณ์เสริม - เช่น อินเวอร์เตอร์ แบตเตอรี่สำรอง และระบบมอนิตอริ่ง ล้วนมีผลต่องบประมาณโดยรวม
5. ค่าติดตั้งและค่าออกแบบไซต์ - แต่ละพื้นที่มีภูมิประเทศและความต้องการต่างกัน จึงต้องออกแบบเฉพาะให้เหมาะกับฟาร์มนั้นๆ
ส่วนระยะเวลาคืนทุนโดยเฉลี่ยของระบบ Agrivoltaics อยู่ที่ราวๆ 4-9 ปี โดยแปรผันตามขนาดระบบ อัตราค่าไฟในพื้นที่ และรูปแบบการใช้งานของแต่ละฟาร์ม ถ้ามองในระยะยาว ถือว่าคุ้มค่าอย่างมาก เพราะอุปกรณ์ระบบโซล่าเซลล์นั้นมีอายุการงานโดยเฉลี่ยยาวนานถึง 25-30 ปี
อีกเรื่องหนึ่งที่ไม่ควรมองข้ามคือการเลือกบริษัทโซล่าเซลล์ที่น่าเชื่อถือและมีประสบการณ์ในการออกแบบและติดตั้ง เนื่องจากระบบ Agrivoltaics มีความซับซ้อนกว่าโซล่าเซลล์ทั่วไปพอสมควร จึงต้องอาศัยความและความเข้าใจทั้งด้านวิศวกรรมพลังงานและเงื่อนไขของการเพาะปลูก
สรุปแล้ว Agrivoltaics ไม่ใช่เพียงการนำแผงโซลาร์เซลล์ไปติดตั้งในพื้นที่เกษตร แต่คือการออกแบบให้ที่ดินผืนเดียวสร้างผลตอบแทนสองทางไปพร้อมกัน กล่าวได้ว่า เป็นทางเลือกที่ช่วยให้เกษตรกรใช้ที่ดินได้คุ้มค่าขึ้นมาก ทั้งในแง่ผลผลิตทางการเกษตรและพลังงานไฟฟ้าที่ได้เพิ่มมา ถือเป็นการลงทุนที่ตอบโจทย์ ทั้งเรื่องเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อมไปในตัว
สำหรับธุรกิจการเกษตรที่ต้องการผลิตไฟฟ้าในเชิงพาณิชย์ ความท้าทายที่แตกต่างจากการติดตั้งทั่วไป คือ เงาที่ตกกระทบไม่สม่ำเสมอจากพืชผลและโครงสร้าง สภาพแวดล้อมกลางแจ้งที่รุนแรง และความจำเป็นในการติดตามประสิทธิภาพระบบโดยไม่รบกวนงานฟาร์ม จุดนี้เองคือสิ่งที่เทคโนโลยี SolarEdge ถูกออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ได้อย่างตรงจุด
ส่องโซลูชันคุณภาพจาก SolarEdge ตอบโจทย์การผลิตพลังงานเชิงพาณิชย์
ถ้าธุรกิจเกษตรกำลังมองหาโซลูชันพลังงานแสงอาทิตย์ที่ใช้งานได้จริงในพื้นที่ที่ซับซ้อนอย่างระบบ Agrivoltaics พวกเรา SolarEdge มีอุปกรณ์และเทคโนโลยีที่ออกแบบมารองรับความต้องการเหล่านี้โดยเฉพาะ
- Power Optimizer - มอบประสิทธิภาพการผลิตพลังงานสูงถึง 99.5% รองรับกำลังไฟสูงสุด 30.4kW ต่อสตริง มาพร้อมฟีเจอร์ MPPT รายแผง ผลิตไฟฟ้าได้เต็มที่แม้ในพื้นที่ที่มีเงาบดบังแผงบางส่วน
- SolarEdge Inverter - อินเวอร์เตอร์อัจฉริยะชนิด DC-Optimized ขนาดเล็ก น้ำหนักเบา ทำงานร่วมกับ Power Optimizer ได้อย่างไร้รอยต่อ พร้อมรองรับการ Oversizing ถึง 175% ลดการแปลงไฟเหลือเพียง 1 ครั้ง ลดการสูญเสียพลังงาน พร้อมได้มาตรฐาน IP65 ทนต่อสภาพแวดล้อมกลางแจ้งได้ดี ช่วยให้ระบบทำงานได้เสถียรและยาวนาน
- SolarEdge CSS-OD 197 - ระบบสำรองพลังงานไฟฟ้าที่มีความจุพลังงานสูงถึง 197 kWh มาในรูปแบบตู้ Cabinet ดีไซน์กะทัดรัด ติดตั้งง่าย และประหยัดพื้นที่ โดยมีฟังก์ชันเด่นในการลดยอดการใช้ไฟฟ้า (Peak Shaving) และการดึงพลังงานที่เก็บไว้มาใช้ในช่วงที่ค่าไฟแพง ช่วยลดการพึ่งพาไฟฟ้าจากสายส่ง ให้ธุรกิจการเกษตรมีเสถียรภาพมากขึ้น
และเพื่อให้จัดการพลังงานได้สะดวก ธุรกิจสามารถบริหารจัดการอุปกรณ์ต่างๆ ผ่าน SolarEdge ONE for C&I แพลตฟอร์มตรวจสอบและจัดการพลังงานที่ให้เจ้าของไซต์ติดตามสถานะระบบโซล่าเซลล์แบบเรียลไทม์ ช่วยให้การบำรุงรักษา จัดการ และเพิ่มประสิทธิภาพระบบเป็นไปอย่างง่ายดายมากยิ่งขึ้น
เกี่ยวกับ SolarEdge Technologies
SolarEdge Technologies เป็นผู้นำระดับโลกด้านเทคโนโลยีพลังงานหมุนเวียน โดยใช้วิศวกรรมและนวัตกรรมระดับโลกในการพัฒนาโซลูชันพลังงานแสงอาทิตย์สำหรับกลุ่มลูกค้าในภาคที่อยู่อาศัย ภาคพาณิชย์ และภาคสาธารณูปโภค SolarEdge นำเสนอโซลูชันที่ปรับให้เหมาะสมสำหรับการผลิต การจัดเก็บ การจัดการ และการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ บริษัทฯ พัฒนาและผลิตทั้งอินเวอร์เตอร์โซล่าเซลล์ Power Optimizer ระบบจัดการและเพิ่มประสิทธิภาพพลังงาน ระบบจัดเก็บพลังงาน และบริการโครงข่ายไฟฟ้า
เทคโนโลยี DC-Optimized ของ SolarEdge ถูกติดตั้งในบ้านหลายล้านหลังในกว่า 140 ประเทศ และมากกว่า 50% ของบริษัท Fortune 100 มีการใช้งานเทคโนโลยีของ SolarEdge บนหลังคาของพวกเขา SolarEdge มีบทบาทสำคัญในการเร่งการเปลี่ยนผ่านไปสู่โครงข่ายพลังงานแบบกระจายที่ยั่งยืนและมีประสิทธิภาพ
นอกจากนี้ บริษัทยังมีบริการหลังการขายที่ครอบคลุม เพื่อตอบสนองความต้องการของทั้งเจ้าของบ้านและภาคธุรกิจ และเป็นหนึ่งในแบรนด์ที่ให้การรับประกันที่ยาวนานที่สุดในตลาดอีกด้วย
ติดต่อเรา
กรอกแบบฟอร์ม คลิก
LINE Official: SolarEdge Thailand
ติดตามข่าวสารใหม่ๆ จาก SolarEdge
Facebook: SolarEdge Technologies Inc.
Instagram: @solaredgepv
X: @SolarEdgePV
LinkedIn: SolarEdge Technologies