Floating Solar คืออะไร พร้อมเปรียบเทียบกับโซล่าร์บนบก

Content Writer / SolarEdge Thailand
29-09-2026

ที่ดินในปัจจุบันมีราคาซื้อ-ขายสูงขึ้นต่อเนื่อง ในขณะเดียวกัน ธุรกิจต่างต้องการประหยัดต้นทุนด้านพลังงาน ผ่านโซลูชันพลังงานสะอาดอย่างโซล่ารูฟท็อป รวมถึงโซล่าฟาร์มขนาดใหญ่ แต่ด้วยขนาด "พื้นดิน" ที่มีจำกัด ธุรกิจจำนวนมากจึงต้องมองหาทางออกใหม่ๆ ในการติดตั้งระบบโซล่าเซลล์ และหนึ่งในแนวคิดที่เป็นที่พูดถึงมากขึ้น คือ การนำแผงโซล่าเซลล์ไปวางบนผืนน้ำ หรือ Floating Solar ซึ่งถือว่าตอบโจทย์โรงงาน ฟาร์มเกษตร และนิคมอุตสาหกรรมที่มีอ่างเก็บน้ำหรือบ่อน้ำอยู่ในพื้นที่ได้อย่างตรงจุด

บทความนี้จะพาไปดูว่า Floating Solar คืออะไร ทำงานยังไง มีข้อดี-ข้อเสียแบบไหนบ้าง พร้อมยกตัวอย่างโครงการจริงในไทยที่น่าสนใจ เพื่อให้ธุรกิจที่กำลังคิดจะลงทุนมีข้อมูลประกอบการตัดสินใจมากขึ้น

Floating Solar คืออะไร?

Floating Solar หรือ "ระบบโซล่าเซลล์ลอยน้ำ" คือ การนำแผงโซล่าเซลล์ไปติดตั้งบนโครงสร้างที่ลอยอยู่บนผิวน้ำ แทนการติดตั้งบนพื้นดินหรือหลังคา โดยแหล่งน้ำที่นิยมใช้นั้นมีทั้งอ่างเก็บน้ำ เขื่อน บ่อน้ำในโรงงาน รวมไปถึงพื้นที่ทะเลสาบขนาดใหญ่ ดังนั้น จึงพูดในอีกนัยหนึ่งได้ว่า เป็นการใช้พื้นที่ "ผิวน้ำ" ให้เกิดประโยชน์สูงสุดในการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์นั่นเอง

ทั้งนี้ ระบบ Floating Solar อาจไม่ใช่เทคโนโลยีใหม่ทั้งหมด แต่เป็นการนำเอาระบบโซล่าเซลล์มาประยุกต์ให้เข้ากับสภาพแวดล้อมทางน้ำ ซึ่งต้องเพิ่มองค์ประกอบเฉพาะทางเข้ามาอีกหลายอย่างจากระบบทั่วไป

องค์ประกอบหลักของระบบ Floating Solar

ระบบ Floating Solar นี้ประกอบด้วยชิ้นส่วนสำคัญที่ทำงานร่วมกัน เช่น

  1. แผงโซล่าเซลล์ (PV Module) - แปลงพลังงานแสงเป็นกระแสไฟฟ้า
  2. อินเวอร์เตอร์ (Inverter) - แปลงไฟฟ้ากระแสตรงเป็นกระแสสลับ เพื่อนำไปใช้งานกับอุปกรณ์ไฟฟ้า
  3. ทุ่นลอยน้ำ (Floating Structure) - โครงสร้างรองรับแผงโซล่าเซลล์ให้ลอยอยู่บนน้ำได้อย่างมั่นคง
  4. ระบบการยึดโยงและการทอดสมอ (Anchoring and Mooring System) - ยึดโครงสร้างไม่ให้ไหลไปตามกระแสน้ำหรือลม
  5. สายเคเบิ้ล (Cables) - เชื่อมระบบไฟฟ้าจากแผงไปยังอินเวอร์เตอร์และอุปกรณ์ต่างๆ
  6. หม้อแปลงไฟฟ้า (Transformer) - ปรับกระแสไฟฟ้าและแรงดันให้พร้อมใช้งาน

หลักการทำงานของแผงโซล่าเซลล์บนผิวน้ำ

หลักการทำงานของ Floating Solar มีพื้นฐานไม่ต่างจากโซล่าเซลล์บนดิน โดยแผงจะดูดซับแสงแดดเพื่อแปลงเป็นไฟฟ้ากระแสตรง (DC) แล้วส่งต่อไปยังอินเวอร์เตอร์ซึ่งจะแปลงเป็นไฟฟ้ากระแสสลับ (AC) ก่อนที่จะนำเอาไปใช้กับระบบไฟฟ้าในสถานที่ ไม่ว่าจะเป็นไฟส่องสว่าง เครื่องจักร หรืออุปกรณ์ไฟฟ้าต่างๆ

สิ่งที่ต่างออกไปจากระบบโซล่าร์ธรรมดา คือ อุปกรณ์ทั้งหมดนั้นตั้งอยู่บนโครงสร้างลอยน้ำ ดังนั้นจึงต้องออกแบบให้ทนต่อความชื้น คลื่นลม และการเปลี่ยนแปลงของระดับน้ำตลอดอายุการใช้งาน

ทำไม Floating Solar ถึงได้รับความนิยมมากขึ้นในปัจจุบัน

หากสงสัยว่าทำไม Floating Solar ถึงได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นในช่วงเวลาไม่กี่ปีที่ผ่านมา คำตอบนั้นอยู่ในปัจจัยและข้อจำกัดต่างๆ เช่น

  • ที่ดินหายากและราคาสูงขึ้น - โดยเฉพาะในเขตอุตสาหกรรมหรือพื้นที่ในเมืองที่ราคามีแนวโน้มสูงขึ้นทุกๆ ปี ธุรกิจจึงจำเป็นต้องใช้ต้นทุนจำนวนมากเพื่อนำพื้นที่ดังกล่าวมาใช้ก่อสร้างอาคารและโซล่ารูฟท็อป หรือสร้างโซล่าร์ฟาร์มบนดิน
  • มีพื้นที่ผิวน้ำอยู่แล้ว แต่ไม่ได้ใช้ประโยชน์ - พื้นที่อุตสาหกรรมและเกษตรกรรมบางแห่งอาจมีแหล่งน้ำขนาดใหญ่ แต่ไม่ได้ใช้ประโยชน์ใดๆ ดังนั้น การติดตั้ง Floating Solar จึงถือเป็นทางเลือกลงทุนที่น่าสนใจอย่างมากต่อธุรกิจที่มีพื้นที่น้ำอยู่แล้ว
  • ต้นทุนวัสดุและโครงสร้างทุ่นลอยน้ำถูกลง - ในทุกวันนี้วัสดุ โครงสร้าง รวมถึงอุปกรณ์ระบบโซล่าเซลล์นั้นมีราคาที่เข้าถึงง่ายมากขึ้น ตามความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี การลงทุนในระบบโซล่าเซลล์ลอยน้ำจึงมีความคุ้มค่าต่อธุรกิจ

ด้วยเหตุข้างต้น บริษัทโซล่าเซลล์หลายแห่งทั้งในไทยและต่างประเทศจึงเริ่มขยายบริการออกแบบและติดตั้งโซล่าเซลล์ลอยน้ำกันมากขึ้นนั่นเอง

นอกจากนี้ ธุรกิจในภาคการเกษตรที่มีแหล่งน้ำเป็นทุนเดิม เช่น ฟาร์มปลา นากุ้ง หรือพื้นที่ชลประทาน สามารถนำเอาแนวคิดโซล่าเซลล์เพื่อการเกษตรมาผสมกับ Floating Solar เพื่อใช้ทรัพยากรที่มีอยู่แล้วให้เกิดประโยชน์ถึงสองต่อ ทั้งผลิตไฟฟ้าและรักษาคุณภาพน้ำในบ่อเลี้ยงไปพร้อมกัน ส่วนโรงงานที่มีบ่อน้ำในพื้นที่อยู่แล้ว ถ้านำแนวคิด Floating Solar มาผสานกับแผนติดตั้งโซล่าร์โรงงานก็อาจช่วยเพิ่มกำลังการผลิตไฟฟ้าได้โดยไม่ต้องขยายพื้นที่บนหลังคาเพิ่มเติม ตอบโจทย์โรงงานที่มีพื้นที่จำกัด

กรณีศึกษา โรงไฟฟ้าโซลาร์เซลล์ลอยน้ำไฮบริดเขื่อนสิรินธร

ตัวอย่างที่ชัดที่สุดของ Floating Solar ในประเทศไทย แน่นอนว่าต้องเป็น โรงไฟฟ้าโซลาร์เซลล์ลอยน้ำไฮบริด ณ เขื่อนสิรินธร จ. อุบลราชธานี ซึ่งถือเป็นโครงการโซล่าเซลล์ที่ใหญ่ที่สุดในไทย และยังมีชื่อติดอยู่ในกลุ่มโครงการโซลาร์เซลล์ลอยน้ำไฮบริดขนาดใหญ่ที่สุดของโลกด้วย โดยมีรายละเอียดน่าสนใจ ดังนี้

รายละเอียดโครงการ ข้อมูล
พื้นที่ติดตั้ง 750 ไร่ (เทียบเท่าสนามฟุตบอลถึง 70 สนาม)
จำนวนแผงโซล่าเซลล์ มากกว่า 145,000 แผง แบ่งเป็น 7 ชุด
กำลังการผลิตไฟฟ้า 45 เมกะวัตต์
ลดการปล่อย CO2 ประมาณ 47,000 ตันต่อปี
ลดการระเหยของน้ำ ประมาณ 460,000 ลูกบาศก์เมตรต่อปี

แม้จะเป็นโครงการขนาดใหญ่ แต่ก็ใช้พื้นที่เขื่อนสิรินธรเพียงไม่ถึงร้อยละ 1 ของพื้นที่อ่างเก็บน้ำ จึงไม่กระทบต่อพื้นที่ทางการเกษตร อีกทั้งยังมีค่าไฟฟ้าในอัตราที่ต่ำ เนื่องจากเป็นโครงการที่มีขนาดใหญ่บนพื้นที่ผิวน้ำของเขื่อน กฟผ. (Economy of Scale) ซึ่งสามารถลดต้นทุนค่าที่ดินและใช้อุปกรณ์ที่มีอยู่ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ

กรณีศึกษา โครงการ "RSU X SP GROUP GO GREEN"

โครงการ "RSU X SP GROUP GO GREEN" เป็นความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยรังสิต (RSU) และบริษัท เอสพี กรุ๊ป (SP Group) ในการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคาอาคารภายในมหาวิทยาลัย เพื่อยกระดับสถาบันสู่การเป็น "มหาวิทยาลัยสีเขียว" (Green University) ที่สำคัญ ทาง SP Group ได้เลือกใช้เทคโนโลยีจาก SolarEdge ทั้งอินเวอร์เตอร์ และ Power Optimizer ซึ่งช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตไฟฟ้าของแผงโซลาร์แต่ละแผงแบบอิสระ พร้อมทั้งมีระบบมอนิเตอร์ผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ที่สามารถติดตามและวิเคราะห์ข้อมูลการผลิตไฟฟ้าได้แบบเรียลไทม์

โครงการนี้มีเป้าหมายเพื่อลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนลง 1,400 ตันต่อปี และเพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานสะอาดให้ได้ถึง 21% ของปริมาณการใช้พลังงานทั้งหมด ของมหาวิทยาลัยฯ และเป็นต้นแบบด้านความยั่งยืนให้แก่นักศึกษาและบุคลากรได้เรียนรู้เกี่ยวกับเทคโนโลยีพลังงานทดแทนอย่างเป็นรูปธรรม

Floating Solar มีข้อดี-ข้อเสียอย่างไร? รู้ก่อนตัดสินใจลงทุน

ก่อนจะลงทุนในระบบโซล่าเซลล์ลอยน้ำ ธุรกิจควรทำความเข้าใจทั้งข้อดีและข้อจำกัดให้ครบถ้วน เพื่อประเมินได้ว่าระบบดังกล่าวเหมาะกับสถานการณ์หรือสถานที่มากน้อยแค่ไหน โดยสามารถสรุปข้อดี-ข้อเสียของ Floating Solar ได้ดังนี้

ข้อดีของการติดตั้ง Floating Solar

  • ประหยัดพื้นที่บนดิน - ธุรกิจสามารถติดตั้ง Floating Solar บนผิวน้ำ ในขณะที่สามารถใช้พื้นที่ดินเพื่อประโยชน์ใช้สอยในด้านอื่นๆ
  • เพิ่มประสิทธิภาพของแผง - ความเย็นที่ลอยขึ้นจากผิวน้ำมีส่วนช่วยทำให้อุณหภูมิของแผงลดลง จึงเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานได้ดีกว่า เมื่อเทียบกับแผงโซล่าเซลล์ที่อยู่บนบก
  • ลดการระเหยของแหล่งน้ำ - แผงและโครงสร้างลอยน้ำช่วยคลุมผิวน้ำ จึงลดการสูญเสียน้ำจากการระเหยได้ในระดับหนึ่ง
  • ลดการเจริญเติบโตของสาหร่าย (Algae Blooms) - แผงบดบังแสงแดดที่ลงไปสู่ใต้น้ำ ส่งผลให้ช่วยลดการเจริญเติบโตของสาหร่าย ที่เป็นเหตุทำให้น้ำเสียหรือน้ำเขียว
  • เสริมภาพลักษณ์ธุรกิจด้านความยั่งยืน - การลงทุนในระบบโซล่าเซลล์ลอยน้ำหรือในลักษณะอื่นๆ แสดงให้เห็นถึงวิสัยทัศน์องค์กรที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม และใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด

ข้อควรพิจารณาและข้อจำกัดของ Floating Solar

  • ต้นทุนติดตั้งสูงกว่า - เพราะต้องใช้วัสดุและอุปกรณ์ที่ทนทานต่อความชื้นจากน้ำ รวมถึงการออกแบบโครงสร้างทุ่นลอยน้ำที่ซับซ้อนกว่า
  • โครงสร้างซับซ้อน - เนื่องจากต้องคำนึงถึงคลื่นลม การเปลี่ยนแปลงของระดับน้ำ และความแข็งแรงของโครงสร้าง รวมถึงอายุการใช้งานของอุปกรณ์ในระยะยาว
  • การบำรุงรักษาที่ต้องใช้ความเชี่ยวชาญ - ธุรกิจต้องอาศัยบริษัทโซล่าเซลล์ที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะทางในการติดตั้งและบำรุงรักษา
  • ไม่เหมาะกับแหล่งน้ำที่ไม่เสถียร - หากแหล่งน้ำมีคลื่นลมแรงหรือระดับน้ำเปลี่ยนแปลงบ่อย อาจมีความเสี่ยงที่จะกระทบต่อความมั่นคงของระบบ

Floating Solar ดีกว่า Solar บนบกหรือไม่

ในแง่ของประสิทธิภาพการผลิตไฟฟ้า หลายธุรกิจอาจสงสัยว่า Floating Solar ดีกว่า Solar บนบกหรือไม่คำตอบ คือ ทั้งสองระบบนั้นมีข้อเปรียบที่แตกต่างกันไป ซึ่งข้อได้เปรียบสำคัญของ Floating Solar อยู่ที่ "อุณหภูมิ" เนื่องจากแผงโซล่าเซลล์ทั่วไปจะมีประสิทธิภาพลดลงเมื่ออุณหภูมิของแผงสูงเกินไป แต่เมื่อแผงอยู่บนผิวน้ำ ความเย็นจากผิวน้ำสามารถช่วยระบายความร้อนได้ดีกว่า โดยสามารถสรุปปัจจัยข้อแตกต่างที่สำคัญได้ ดังนี้

ปัจจัย Floating Solar Solar บนบก
ประสิทธิภาพการผลิตไฟฟ้า สูงกว่าราว 8-10% เพราะน้ำช่วยระบายความร้อน ตามมาตรฐานทั่วไป หรืออาจลดลงในวันที่อากาศร้อนจัด
การใช้พื้นที่ ใช้พื้นที่ผิวน้ำที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์อื่น ต้องใช้พื้นที่ดินหรือหลังคาโดยตรง
ต้นทุนการติดตั้ง สูงกว่า เพราะต้องมีโครงสร้างทุ่นลอยน้ำ และอุปกรณ์ต่างๆ ทนต่อสภาพแวดล้อม ต่ำกว่า ใช้โครงสร้างมาตรฐานทั่วไป
การบำรุงรักษา ซับซ้อนกว่า ต้องมีความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง ง่ายกว่า เข้าถึงพื้นที่ได้สะดวก โดยเฉพาะแผงโซล่าเซลล์บนพื้นดิน
ผลพลอยได้ ลดการระเหยของน้ำ ลดการเกิดสาหร่าย ไม่มีผล
ความเสี่ยงระบบไฟฟ้า สูงกว่า หากติดตั้งจุดเชื่อมต่อผิดพลาด เข้าสายไม่แน่น หรือใช้อุปกรณ์ไม่ได้มาตรฐาน ทำให้ความชื้นสะสม ซึ่งเสี่ยงต่อไฟฟ้ารั่ว ไฟช็อต และการอาร์คของกระแสไฟ ต่ำกว่า ไฟฟ้ารั่วไหลลงดิน (Ground Fault) ตรวจสอบและตัดไฟได้ง่าย แต่อาจมีความเสี่ยงด้านอัคคีภัย หากเลือกใช้อุปกรณ์ที่ไม่ได้คุณภาพ หรือขาดการบำรุงรักษา

จากตารางจะเห็นว่าแต่ละระบบมีจุดเด่นคนละแบบ สำหรับธุรกิจที่มีพื้นที่หลังคาเพียงพอ การติดตั้งโซล่ารูฟท็อปอาจง่ายและคุ้มค่ากว่าในระยะสั้น แต่หากมีพื้นที่จำกัด หรือมีแหล่งน้ำขนาดใหญ่อยู่แล้ว Floating Solar ก็เป็นคำตอบที่เหมาะสมกว่า สุดท้ายแล้วการเลือกลงทุนนั้นขึ้นอยู่กับบริบทพื้นที่ งบประมาณ และเป้าหมายของแต่ละธุรกิจ

อย่างไรก็ตาม ในด้านความปลอดภัย การปฎิบัติงานสำหรับโซล่าร์แบบลอยน้ำมีความเสี่ยงต่อผู้ปฏิบัติงานมากกว่า หากใช้เทคโนโลยีอย่าง SolarEdge เข้ามาช่วย Monitoring รายแผงทำหน้าที่แทนผู้ปฏิบัติงาน หรือลดการตามหาจุดเกิดเหตุได้ ทำให้ใช้เวลาหน้างานน้อยลง ก็จะทำให้ผู้ปฏิบัติงานปลอดภัยได้ยิ่งกว่า

โซลูชันโซล่าเซลล์อัจฉริยะจาก SolarEdge เพิ่มประสิทธิภาพและความปลอดภัย Floating Solar

การลงทุนในโครงการ Floating Solar ไม่ใช่แค่เลือกโครงสร้างทุ่นลอยน้ำที่แข็งแรง แต่การเลือกอุปกรณ์ไฟฟ้าที่ทนทานและปลอดภัยก็สำคัญไม่แพ้กัน เพราะสภาพแวดล้อมทางน้ำมีความชื้นสูงและมีความเสี่ยงไฟฟ้าลัดวงจรมากกว่าติดตั้งบนบก SolarEdge จึงพัฒนาเทคโนโลยีที่ออกแบบมาให้รับมือกับทุกสภาพแวดล้อม

เทคโนโลยีความปลอดภัย SafeDC™ และ Sense Connect

ความท้าทายหนึ่งของโครงการ Floating Solar คือความเสี่ยงไฟฟ้าลัดวงจรและการเกิดอาร์ค (Arc) จากความชื้นที่อาจนำไปสู่อัคคีภัย ดังนั้น SolarEdge จึงพัฒนาเทคโนโลยีความปลอดภัย ดังนี้

  • SafeDC™ - เทคโนโลยีลดแรงดันไฟฟ้าที่ตัวแผงให้ปลอดภัยต่อการสัมผัสโดยอัตโนมัติ เมื่ออินเวอร์เตอร์หยุดทำงานหรือเมื่อปิดระบบเพื่อซ่อมบำรุง พร้อมทำงานร่วมกับระบบ Rapid Shutdown(RSD) ตามมาตรฐาน วสท. เพื่อความปลอดภัยสูงสุดให้กับผู้ปฏิบัติงานที่ต้องเข้าไปตรวจสอบระบบในพื้นที่ผิวน้ำ
  • Sense Connect - ฟีเจอร์ความปลอดภัยอัจฉริยะที่ทำหน้าที่ตรวจจับความร้อนผิดปกติบริเวณขั้วต่อสายไฟของ Power Optimizer แบบเรียลไทม์ เพื่อป้องกันการเกิดประกายไฟ และลดความเสี่ยงในการเกิดอัคคีภัย ซึ่งตอบโจทย์ Floating Solar อย่างมาก เนื่องจากการซ่อมบำรุงเหนือน้ำนั้นมีความซับซ้อนและมักใช้เวลานาน

การมอนิเตอร์ระยะไกลด้วย SolarEdge ONE for C&I

อีกความท้าทายของ Floating Solar คือการเข้าถึงพื้นที่เพื่อตรวจสอบระบบ เพราะแผงอยู่บนน้ำ การส่งทีมงานเข้าไปทุกครั้งที่มีปัญหาจึงยุ่งยากและมีต้นทุนสูงกว่าดูแลระบบบนบกมาก แพลตฟอร์ม SolarEdge ONE for C&I จึงถูกพัฒนาขึ้นมาเพื่ออำนวยความสะดวกแก่เจ้าของไซต์ โดยมีฟีเจอร์เด่น ได้แก่

  • Digital Twin: จำลองพื้นที่ติดตั้งระบบโซล่าเซลล์เป็นภาพ 3 มิติ พร้อมแสดงผลข้อมูล สถานะอินเวอร์เตอร์และอุปกรณ์ต่างๆ แบบเรียลไทม์เพื่อตรวจสอบความผิดปกติ
  • ควบคุมและตั้งค่าระยะไกล: ปรับค่าอินเวอร์เตอร์หรือตั้งค่าระบบกริดได้จากระยะไกล พร้อมระบบบันทึกประวัติการทำงาน (Audit Trail)
  • วิเคราะห์เชิงลึก: มีกราฟและเครื่องมือวิเคราะห์ข้อมูลการผลิตและการใช้พลังงานแยกตามรายชิ้นส่วนหรือระดับโมดูล ช่วยให้วางแผนบำรุงรักษาเชิงป้องกันได้แม่นยำ ลดโอกาสเกิดปัญหาที่ไม่คาดคิดซึ่งอาจกระทบการผลิตไฟฟ้าและรายได้

เกี่ยวกับ SolarEdge Technologies

SolarEdge Technologies เป็นผู้นำระดับโลกด้านเทคโนโลยีพลังงานหมุนเวียน โดยใช้วิศวกรรมและนวัตกรรมระดับโลกในการพัฒนาโซลูชันพลังงานแสงอาทิตย์สำหรับกลุ่มลูกค้าในภาคที่อยู่อาศัย ภาคพาณิชย์ และภาคสาธารณูปโภค SolarEdge นำเสนอโซลูชันที่ปรับให้เหมาะสมสำหรับการผลิต การจัดเก็บ การจัดการ และการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ บริษัทฯ พัฒนาและผลิตทั้งอินเวอร์เตอร์โซล่าเซลล์ Power Optimizer ระบบจัดการและเพิ่มประสิทธิภาพพลังงาน ระบบจัดเก็บพลังงาน และบริการโครงข่ายไฟฟ้า

เทคโนโลยี DC-Optimized ของ SolarEdge ถูกติดตั้งในบ้านหลายล้านหลังในกว่า 140 ประเทศ และมากกว่า 50% ของบริษัท Fortune 100 มีการใช้งานเทคโนโลยีของ SolarEdge บนหลังคาของพวกเขา SolarEdge มีบทบาทสำคัญในการเร่งการเปลี่ยนผ่านไปสู่โครงข่ายพลังงานแบบกระจายที่ยั่งยืนและมีประสิทธิภาพ

นอกจากนี้ บริษัทยังมีบริการหลังการขายที่ครอบคลุม เพื่อตอบสนองความต้องการของทั้งเจ้าของบ้านและภาคธุรกิจ และเป็นหนึ่งในแบรนด์ที่ให้การรับประกันที่ยาวนานที่สุดในตลาดอีกด้วย

ติดต่อเรา

กรอกแบบฟอร์ม คลิก

LINE Official: SolarEdge Thailand

ติดตามข่าวสารใหม่ๆ จาก SolarEdge

Instagram: @solaredgepv

บทความที่เกี่ยวข้อง