แนะนำ 5 วิธีลดค่าไฟในบ้าน ช่วยประค่าใช้จ่ายได้จริง

Content Writer / SolarEdge Thailand
13-08-2025
แนะนำ 5 วิธีลดค่าไฟในบ้าน ช่วยประค่าใช้จ่ายได้จริง

ทำไมค่าไฟถึงแพงขึ้น สาเหตุมาจากอะไร?

ค่าไฟฟ้าที่สูงขึ้นอาจเกิดจากหลายสาเหตุ แต่ก่อนจะกล่าวถึงสาเหตุค่าไฟแพง ควรทำความเข้าใจการคิดอัตราค่าไฟฟ้าในแต่ละเดือนนั้นก่อน โดยมี 4 องค์ประกอบหลัก ได้แก่

  • ค่าพลังงานไฟฟ้า (ค่าไฟฐาน) - ส่วนที่คิดคำนวณจากต้นทุนการผลิตและจำหน่ายไฟฟ้า ไม่ว่าจะเป็นค่าเชื้อเพลิง ต้นทุนค่าเชื้อเพลิง ค่าระบบส่งและจำหน่าย และค่าใช้จ่ายอื่นๆ

  • ค่าไฟฟ้าผันแปร (Ft) - ค่าไฟฟ้าผันแปรหรือ Ft (Fuel Adjustment Charge) ค่าใช้จ่ายด้านต้นทุนเชื้อเพลิงและค่าใช้จ่ายอื่นๆ ซึ่งจะมีการพิจารณาปรับเปลี่ยนทุก 4 เดือน เพื่อปรับปรุงค่าไฟให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงจากต้นทุนจริง ทั้งนี้ ต้นทุนดังกล่าวเป็นค่าใช้จ่ายอื่นๆ ที่อยู่นอกเหนือการควบคุมของการไฟฟ้า

  • ค่าบริการรายเดือน - ค่าบริการในการอ่าน และจดหน่วย การจัดทำและส่งบิลค่าไฟฟ้า ระบบรับชำระค่าไฟฟ้า และงานบริการลูกค้า

  • ภาษีมูลค่าเพิ่ม -  ผู้ใช้ไฟฟ้าจะต้องชำระภาษีมูลค่าเพิ่มที่เรียกเก็บจากค่าไฟฟ้าทั้งหมดในอัตรา 7%

พอทราบถึงองค์ประกอบของบิลค่าไฟแล้ว มาดูกันว่ามีสาเหตุใดบ้างที่ส่งผลให้ค่าไฟฟ้าสูงขึ้น
 

1. พฤติกรรมการใช้ไฟฟ้า

พฤติกรรมการใช้ไฟฟ้าเป็นหนึ่งในสาเหตุหลักที่ทำให้ค่าไฟสูงขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการเปิดเครื่องใช้ไฟฟ้าหลายๆ เครื่องพร้อมกัน เปิดเครื่องปรับอากาศในเวลากลางวันเป็นประจำ หรือการเปิดเครื่องใช้ไฟฟ้าตลอดทั้งวันอย่างการ Work From Home ที่ต้องเปิดคอมพิวเตอร์เพื่อทำงานตลอดวันยังส่งผลให้ค่าไฟสูงขึ้นอีกด้วย
 

2. ค่า Ft ที่สูงขึ้น

ค่าไฟฟ้าผันแปร (Ft) เป็นอีกหนึ่งสาเหตุสำคัญที่ส่งผลให้ค่าไฟสูงขึ้น แม้จะใช้ไฟฟ้าเท่าเดิมทุกๆ เดือน เนื่องจากอัตราค่า Ft นั้นอาจปรับขึ้น-ลงตามต้นทุนค่าใช้จ่ายด้านเชื้อเพลิง ค่าซื้อไฟฟ้าจากเอกชน รวมไปถึงค่าใช้จ่ายอื่นๆ ที่อยู่นอกเหนือการควบคุมออกการไฟฟ้า ซึ่งหากค่า Ft ปรับสูงขึ้นก็จะทำให้ค่าไฟรวมทั้งหมดต่อเดือนปรับสูงขึ้นเช่นกัน
 

3. เครื่องใช้ไฟฟ้าเก่า ชำรุด หรือมีไฟฟ้ารั่ว

อุปกรณ์ไฟฟ้าที่ชำรุดหรือการเกิดไฟฟ้ารั่วไหล ถือเป็นปัญหาสำคัญที่ส่งผลให้ค่าไฟฟ้าเพิ่มสูงขึ้นอย่างไม่คาดคิดและเป็นปัญหาที่ไม่ควรมองข้าม หากสังเกตว่าค่าไฟแพงสูงมากผิดปกติ ดังนั้นจึงควรตรวจสอบเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ใช้พลังงานสูง เช่น หม้อหุงข้าว เครื่องปรับอากาศ เตารีด หรือเครื่องซักผ้า ว่ามีการชำรุดหรือไม่ เพราะนอกจากจะทำให้ค่าไฟแพงแล้ว ยังอาจก่อให้เกิดอันตรายจากไฟฟ้าช็อตได้
 

4. สภาพอากาศร้อน

อย่างที่กล่าวไปข้างต้น อากาศที่ร้อนจัดเป็นอีกสาเหตุสำคัญที่ทำให้ค่าไฟพุ่งสูงขึ้น โดยเฉพาะช่วงฤดูร้อนที่อุณหภูมิสูงกว่าปกติ ทำให้การใช้เครื่องปรับอากาศหรือตู้เย็นทำงานหนักขึ้น ซึ่งส่งผลให้อัตราการใช้ไฟฟ้าโดยรวมของบ้านสูงขึ้น แม้จะใช้จำนวนเครื่องใช้ไฟฟ้าและระยะเวลาเท่าเดิม
 

วิธีลดค่าไฟในบ้านที่ได้ผลจริง

พอรู้ถึงสาเหตุเบื้องต้นของค่าไฟฟ้าที่สูงขึ้นแล้ว การลดค่าใช้จ่ายค่าไฟนั้นก็ไม่ใช่เรื่องยากแต่อย่างใด โดยมีวิธีลดค่าไฟในบ้านที่สามารถเริ่มต้นได้ง่ายๆ 5 แนวทาง ได้แก่

1. ปรับพฤติกรรมการใช้เครื่องใช้ไฟฟ้า

การเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าเป็นเทคนิคการประหยัดพลังงานไฟฟ้าที่ง่ายที่สุดและได้ผลจริง  เริ่มต้นง่ายๆ ด้วยการปิดสวิตช์และถอดปลั๊กเครื่องใช้ไฟฟ้าทุกครั้งเมื่อไม่ได้ใช้งาน แม้จะดูเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่การเสียบปลั๊กทิ้งไว้ก็ยังยังมีกระแสไฟฟ้าไหลผ่านเล็กน้อย ซึ่งอาจทำให้ค่าไฟเพิ่มขึ้นอย่างไม่รู้ตัว

นอกจากนี้ยังมีทริคเล็กๆ น้อยๆ เช่น การตั้งอุณหภูมิเครื่องปรับอากาศที่ 27-28 องศาเซลเซียส และเปิดพัดลมคู่กันจะช่วยกระจายความเย็นได้ดีขึ้น ลดภาระการทำงานของแอร์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ หรือตั้งเวลาเปิด-ปิดเครื่องปรับอากาศ เช่น ปิดก่อนตื่นนอน 1-2 ชั่วโมง เพราะอากาศในห้องจะยังคงเย็นอยู่

2. เลือกใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าประหยัดพลังงาน

เมื่อต้องซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้าใหม่หรือเปลี่ยนเครื่องเก่า แนะนำให้มองหาฉลากประหยัดไฟฟ้าเบอร์ 5 ซึ่งเป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ผ่านการทดสอบประสิทธิภาพการประหยัดพลังงานตามมาตรฐาน กฟผ. จึงใช้ไฟฟ้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ว่าจะเป็นตู้เย็น เครื่องปรับอากาศ หรือทีวี จะช่วยลดการใช้พลังงานในระยะยาวได้อย่างเห็นผล

อีกหนึ่งอุปกรณ์ไฟฟ้าที่เมื่อเลือกใช้แล้วจะช่วยลดค่าใช้จ่ายค่าไฟได้อย่างชัดเจน คือหลอดไฟ LED เนื่องจากหลอดไฟ LED สามารถให้แสงสว่างมากกว่าแต่ใช้ไฟฟ้าน้อยกว่า และมีอายุการใช้งานยาวนานกว่าหลอดไฟธรรมดาถึง 15 เท่า จึงถือเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าอย่างมากต่อการประหยัดค่าไฟในบ้านระยะยาว

3. ติดตั้งมิเตอร์ TOU และใช้ไฟช่วง Off-Peak

สำหรับบ้านที่ใช้ไฟฟ้าในปริมาณมาก การใช้มิเตอร์ TOU (Time of Use Tariff) อาจเป็นวิธีลดค่าไฟในบ้านที่น่าสนใจไม่น้อย โดยมิเตอร์ TOU เป็นมิเตอร์ไฟฟ้าที่คิดค่าไฟตามช่วงเวลาการใช้งาน ต่างจากมิเตอร์ทั่วไปที่คิดค่าไฟแบบอัตราก้าวหน้า ซึ่งจะคิดค่าไฟตามช่วงเวลาที่แบ่งออกเป็น 2 ช่วง คือช่วง Peak ที่มีการคิดค่าไฟในอัตราที่สูงกว่า กับช่วง Off-Peak ที่มีการคิดค่าไฟในอัตราที่ต่ำกว่า

ดังนั้น จึงแนะนำให้เน้นใช้เครื่องไฟฟ้าที่ต้องการพลังงานสูง เช่น เครื่องซักผ้าหรือเครื่องชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าในช่วงเวลา Off-Peak เช่น ช่วงเวลากลางคืน (22:00 ถึง 09:00 น.) ของวันจันทร์ถึงศุกร์ และวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ เป็นต้น

หากสงสัยเพิ่มเติมเกี่ยวกับมิเตอร์ TOU กับการช่วยประหยัดค่าไฟ สามารถอ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่

4. หันมาใช้งานระบบ Smart Home

ระบบ Smart Home ได้ถูกพัฒนาและถูกนำมาใช้งานเพื่อเพิ่มความสะดวกสบายในการใช้ชีวิตประจำวันมากขึ้น ทั้งยังเป็นตัวช่วยสำคัญในการประหยัดค่าไฟฟ้าได้อีกด้วย ในปัจจุบันมีระบบ Smart Home หลายรูปแบบที่ช่วยในการลดค่าใช้จ่ายค่าไฟ เช่น หลอดไฟอัจฉริยะ (Smart Bulbs), ปลั๊กอัจฉริยะ (Smart Plugs), ระบบสั่งงานด้วยเสียง (Voice Assistants) ซึ่งเจ้าของบ้านสามารถควบคุมการทำงานของเครื่องใช้ไฟฟ้าต่างๆ ผ่านสมาร์ทโฟนหรืออุปกรณ์ IoT ได้ ไม่ว่าจะเป็นการเปิด-ปิดไฟ ปรับอุณหภูมิเครื่องปรับอากาศ หรือตั้งเวลาทำงานของเครื่องใช้ไฟฟ้า เป็นวิธีลดค่าไฟในบ้านและลดการใช้พลังงานโดยไม่จำเป็นได้อย่างมีประสิทธิภาพ 

5. ติดตั้งระบบโซล่าเซลล์ช่วยประหยัดพลังงาน

การลงทุนติดตั้งโซล่ารเซลล์เป็นอีกหนึ่งวิธีลดค่าไฟในบ้านที่มีประสิทธิภาพในระยะยาว โซล่าเซลล์ออนกริด (On Grid) ที่เป็นที่นิยมในภาคครัวเรือนสามารถผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ในช่วงกลางวัน และสลับไปใช้ไฟจากการไฟฟ้าในเวลากลางคืน ซึ่งอาจลดการใช้ไฟฟ้าจากการไฟฟ้าได้ 30-70% ขึ้นอยู่กับขนาดระบบและพฤติกรรมการใช้งาน

โซล่ารูฟนั้นตอบโจทย์ครัวเรือนที่มักไฟจำนวนมากในช่วงกลางวัน เช่น มีผู้อยู่อาศัยตลอดวัน หรือต้องจ่ายค่าไฟฟ้าต่อเดือนเป็นจำนวนมาก อีกทั้งสำหรับบ้านที่ประสบปัญหาไฟดับหรือไฟตกบ่อยๆ ก็สามารถพิจารณาติดตั้งแบตเตอรี่พร้อมระบบสำรองไฟโซล่าเซลล์ เพื่อให้ใช้ไฟฟ้าได้อย่างต่อเนื่อง

แนะนำ 5 วิธีลดค่าไฟในบ้าน ช่วยประค่าใช้จ่ายได้จริง

จะเห็นได้ว่าวิธีลดค่าไฟในบ้านนั้นมีหลากหลายรูปแบบ ตั้งแต่การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ไฟฟ้าในชีวิตประจำวัน การเลือกใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าประหยัดพลังงาน การใช้ประโยชน์จากเวลา Off-Peak เทคโนโลยี Smart Home ไปจนถึงการลงทุนในระบบโซล่าเซลล์ที่ให้ผลตอบแทนระยะยาว ทั้งนี้ เพื่อให้การประหยัดค่าไฟในบ้านมีประสิทธิภาพสูงสุด เจ้าของบ้านสามารถนำวิธีลดค่าไฟในบ้านหลายๆ วิธีมาใช้ร่วมกันอย่างสม่ำเสมอ 

ส่วนผู้ที่วางแผนติดตั้งโซล่าเซลล์ ควรทำความเข้าใจถึงปัจจัยต่างๆ และเลือกปรึกษาบริษัทติดตั้งโซล่าเซลล์ผู้เชี่ยวชาญและน่าเชื่อถือ เพื่อพิจารณาถึงความเหมาะสม ระยะเวลาคืนทุน และการลงทุนต่างๆ ที่จำเป็นต่อการติดตั้งระบบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเลือกผลิตภันณฑ์ระบบโซล่าเซลล์ที่มีคุณภาพอย่าง  SolarEdge Home ที่นำเสนอโซลูชันและผลิตภัณฑ์ที่ทันสมัย มีระบบความปลอดภัยครบครัน และการรับประกันยาวนาน ทำให้มั่นใจจะไม่เพียงแต่ช่วยประหยัดเงินในระยะยาว แต่เป็นการลงทุนที่คุ้มค่าและยั่งยืน

เกี่ยวกับ SolarEdge Technologies

SolarEdge Technologies เป็นผู้นำระดับโลกด้านเทคโนโลยีพลังงานหมุนเวียน โดยใช้วิศวกรรมและนวัตกรรมระดับโลกในการพัฒนาโซลูชันพลังงานแสงอาทิตย์สำหรับกลุ่มลูกค้าในภาคที่อยู่อาศัย ภาคพาณิชย์ และภาคสาธารณูปโภค SolarEdge นำเสนอโซลูชันที่ปรับให้เหมาะสมสำหรับการผลิต การจัดเก็บ การจัดการ และการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ บริษัทพัฒนาและผลิตอินเวอร์เตอร์พลังงานแสงอาทิตย์ Power Optimizer ระบบจัดการและเพิ่มประสิทธิภาพพลังงาน ระบบจัดเก็บพลังงาน และบริการโครงข่ายไฟฟ้า

เทคโนโลยี DC-Optimized ของ SolarEdge ถูกติดตั้งในบ้านหลายล้านหลังในกว่า 140 ประเทศ และมากกว่า 50% ของบริษัท Fortune 100 มีการใช้งานเทคโนโลยีของ SolarEdge บนหลังคาของพวกเขา SolarEdge มีบทบาทสำคัญในการเร่งการเปลี่ยนผ่านไปสู่โครงข่ายพลังงานแบบกระจายที่ยั่งยืนและมีประสิทธิภาพ

นอกจากนี้ บริษัทยังมีบริการหลังการขายที่ครอบคลุม เพื่อตอบสนองความต้องการของทั้งเจ้าของบ้านและภาคธุรกิจ และเป็นหนึ่งในแบรนด์ที่ให้การรับประกันที่ยาวนานที่สุดในตลาดอีกด้วย

ติดต่อเรา 

กรอกแบบฟอร์ม คลิก

LINE Official: SolarEdge Thailand

ติดตามข่าวสารใหม่ๆ จาก SolarEdge

Facebook: SolarEdge Technologies Inc.

Instagram: @solaredgepv

X: @SolarEdgePV 

LinkedIn: SolarEdge Technologies

บทความที่เกี่ยวข้อง